89 สว.แถลงโต้เดือด “ณัฐพงษ์ ” โพสต์พาดพิง “ระบอบสีน้ำเงิน” สืบทอดอำนาจจากรัฐประหารปี 2557 พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงและขอโทษใน 3 วัน ขู่ดำเนินคดีหมิ่นประมาท
ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เป็นตัวแทนสมาชิกวุฒิสภากว่า 89 คน แถลงข่าวตอบโต้กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อความครบรอบ 12 ปีของการรัฐประหาร โดยพาดพิงว่าสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่กำเนิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นมรดกคณะรัฐประหาร พร้อมกล่าวหาว่าวุฒิสภามีลักษณะไม่ทำหน้าที่ปกป้องระบบประชาธิปไตย และอ้างว่าจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนไม่สามารถตรวจสอบถอดถอนได้ และอ้างว่าใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายจะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยวหรือถูกทำลายด้วยกลไกศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา กระบวนการยุติธรรม และอื่น ๆ
โดยทางวุฒิสภาชี้แจงว่าเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2557 ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน และรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ผ่านการลงประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่ใช่รอยต่อหรือมรดกของคณะรัฐประหารตามที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งพรรคการเมืองของนายณัฐพงษ์ ทั้งพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ต่างก็ยอมรับและลงสมัครรับเลือกตั้งตามกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะในปี 2566 ที่พรรคของนายณัฐพงษ์ได้รับเลือกมาเป็นอันดับ 1
สำหรับสมาชิกวุฒิสภาชุดที่ 13 นี้ มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพตามที่กฎหมายกำหนด และตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ต้องถือว่าทุกคนผ่านกระบวนการมาอย่างถูกต้อง การที่นายณัฐพงษ์กล่าวหาว่าประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอน สว. ไม่ได้นั้นถือเป็นความเท็จ เพราะที่ผ่านมามีสมาชิกบางคนถูกศาลสั่งถอดถอนออกไปแล้ว สมาชิกวุฒิสภาจึงขอประณามว่า "เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด" และเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ออกมาอธิบายให้ชัดเจนว่าระบอบสีน้ำเงินหมายถึงใครหรือสถาบันใด อย่าใช้เพียงสำนวนโวหารสร้างความเสียหาย และขอให้แถลงขอโทษวุฒิสภาภายใน 3 วัน หากไม่ดำเนินการจะดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างน้อยคือข้อหาหมิ่นประมาทที่ชัดเจน
"ผมต้องย้อนถามคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เช่นกันว่า ท่านมีเจตนาที่อยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ เพราะเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ระบุชัดเจนว่าต้องใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 แต่ทุกครั้งท่านมักจะโจมตีสมาชิกวุฒิสภาโดยตลอด ซึ่งการมาโจมตีใส่ร้ายป้ายสีกันเช่นนี้มันถูกต้องหรือไม่ หากต้องการแก้ไขจริง ๆ ท่านควรใช้การแถลง ไม่ใช้วิธีใส่ร้าย"
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายพิสิษฐ์ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงมุมมองของวุฒิสภาต่อคำว่า "สีน้ำเงิน" โดยยืนยันว่าสำหรับตนเอง สีน้ำเงินคือสีบนธงไตรรงค์และธงชาติไทย ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ปกป้องและดำรงไว้ซึ่งระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีความเป็นอิสระ 100% ไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติหรือระบอบสีน้ำเงินตามที่ถูกตั้งข้อสังเกต
ส่วนกรณีที่อาจมีการโหวตไปในทิศทางเดียวกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องของการพิจารณาและผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่การเข้าข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
สำหรับความชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพิสิษฐ์ ระบุว่าขณะนี้เห็นเพียงร่างของพรรคภูมิใจไทยที่ยื่นเข้ามา ส่วนร่างของพรรคอื่นยังไม่เห็นรายละเอียดจึงยังตอบไม่ได้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร อย่างไรก็ตาม วุฒิสภายังคงมีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่แตะต้องบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจในมาตราต่าง ๆ รวมถึงยังยืนยันในเงื่อนไขที่ต้องใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 ในการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ส่วนความต้องการของประชาชนที่สะท้อนผ่านประชามติ 21 ล้านเสียงนั้น สว. ย้ำว่าต้องรอดูขั้นตอนการทำประชามติอีก 2 ครั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อกำหนดกรอบให้ สสร. ดำเนินการต่อไป โดยวุฒิสภายินดีทำทุกประการหากเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน