ป.ป.ช.มีมติชี้มูล "บุญทรง เตริยาภิรมย์"อดีตรมว.พาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ คดีทุจริตจำนำข้าว 107 ล้าน เข้าบัญชี"เมีย-ลูก-แม่ยาย"เตรียมส่งอัยการยื่นศาลฎีกาการเมือง ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ร่ำรวยผิดปกติ 107,020,830 บาท จากการไต่สวนพบว่า ระหว่างวันที่ 18 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ขณะที่นายบุญทรง เป็นรมว.พาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว มีรายได้จากเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง รวม 2,083,320 บาท คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท ส่วนบุตรอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียน
อย่างไรก็ตาม ปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารนายบุญทรง คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2 แห่งที่นายบุญทรงก่อตั้ง และมารดาคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยปราศจากแหล่งที่มารายได้ชัดเจน ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 25 สิงหาคม 2560 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ประกอบคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ วันที่ 6 กันยายน 2562 ว่า นายบุญทรง ทุจริตโครงการจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่องบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลจำนวนมาก
ทั้งนี้ทรัพย์สิน นายบุญทรง ทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของบุคคลและนิติบุคคลที่ใกล้ชิด ระหว่างตำแหน่งดังกล่าว รวม 107,020,830 บาท ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาทรัพย์สินได้ จึงเป็นทรัพย์สินจากการร่ำรวยผิดปกติ ดังนี้
1. เงินฝากธนาคารในชื่อนายบุญทรง 1 บัญชี 3 แสนบาท
2. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส 2 บัญชี รวม 3.1 ล้านบาท
3. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบุตร 5 บัญชี รวม 70,598,700 บาท
4. เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบริษัทจำกัด 2 แห่ง ที่มีมารดาคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน 2 บัญชี รวม 33,022,130 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ นายบุญทรง ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่า 107,020,830 บาท ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หากไม่สามารถบังคับเอาทรัพย์สินที่ ป.ป.ช. มีมติร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมด ขอให้ศาลบังคับคดีเอาทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในเวลา 10 ปี ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561