โรมเปิดข้อมูลสแกมเมอร์กลางสภา ชี้ความเสียหายมหาศาลกระทบคนรุ่นใหม่

โรมเปิดข้อมูลสแกมเมอร์กลางสภา ชี้ความเสียหายมหาศาลกระทบคนรุ่นใหม่
รังสิมันต์ โรม อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ระบุปัญหาสแกมเมอร์และทุนสีเทาเป็นภัยความมั่นคงของประเทศ เชื่อมโยงเครือข่ายฟอกเงินและธุรกิจต่าง ๆ ที่อาจกระทบเศรษฐกิจและระบบการเมือง

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวอภิปรายเป็นคนแรกของการอภิปรายวันวันที่สองของการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นประเด็นปัญหาสแกมเมอร์ว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ และเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายทุนสีเทา รวมถึงการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติ

นายรังสิมันต์ โรม ระบุว่า ปัญหาสแกมเมอร์ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ พร้อมยกกรณีการยึดและอายัดทรัพย์ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของสำนักงาน ปปง. ในเครือข่าย “เบน สมิธ” และ “ยิม เลียก” มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท โดยเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันว่าเครือข่ายฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับทุนสีเทาในกัมพูชาเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

จากนั้น นายรังสิมันต์ โรม กล่าวต่อว่า หากเครือข่ายดังกล่าวยังคงมีอิทธิพล และสามารถขยายอำนาจได้ อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความพยายามเข้าถือหุ้นในบริษัทพลังงานบางจาก โดยระบุว่า แม้จะมีบุคคลระดับอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการบริษัท แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันความพยายามของเครือข่ายทุนสีเทาที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติได้

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวอีกว่า ภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการช่วยเปิดโปงและตรวจสอบเครือข่ายเหล่านี้ พร้อมย้ำว่าปัญหาทุนสีเทาไม่ใช่เรื่องเล็ก และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศโดยตรง

ต่อมา นายรังสิมันต์ โรม ระบุว่า รองสามารถสามารถถอนรากถอนโคนเครือข่ายสแกมเมอร์ได้ แต่ยังมี “เชื้อร้าย” ที่พร้อมเปิดทางให้ทุนสีเทาเข้ามาในประเทศ พร้อมกล่าวพาดพิงไปถึงผู้มีอำนาจบางส่วนว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดทางให้กลุ่มทุนดังกล่าวเข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทย

นายรังสิมันต์ โรม ยังกล่าวถึงกรณีรัฐมนตรีบางรายที่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าแนวโน้มปัญหาลดลง ทั้งที่ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตนรวบรวมระบุว่ามีคดีเกี่ยวกับสแกมเมอร์ราว 30,000 คดีต่อเดือน มีความเสียหายประมาณ 1,600–2,100 ล้านบาทต่อเดือน และในเดือนมีนาคมเพิ่มเป็นประมาณ 2,200 ล้านบาทต่อเดือน โดยในไตรมาสหนึ่งมีคดีเกือบ 100,000 คดี ความเสียหายรวมกว่า 5,000 ล้านบาท

นายรังสิมันต์ โรม ยังระบุว่ากลุ่มผู้เสียหายที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือประชาชนอายุ 21–30 ปี ซึ่งมีสัดส่วนผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้สูงอายุอาจมีเงินออมลดลงแล้ว และทำให้กลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่กลายเป็นเป้าหมายหลักของแก๊งสแกมเมอร์

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวต่อถึงกรณี “ฮุยวัน เพย์” ว่าเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนว่าการจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ยังไม่เพียงพอ โดยระบุว่ามีข้อมูลจากตำรวจสอบสวนกลางเกี่ยวกับคดีดังกล่าว แต่ยังไม่เห็นการขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก

จากนั้น นายรังสิมันต์ โรม อ้างถึงกรณีความร่วมมือหรือบันทึกข้อตกลง (MOU) ในอดีต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจำนวน 500 คนเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยตั้งข้อสงสัยว่าบุคคลบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ก่อนระบุว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้นคือ ไชยชนก ชิดชอบ ได้สั่งยกเลิก MOU ดังกล่าวและดำเนินการทางกฎหมาย พร้อมส่งเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ป.ป.ช.

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวพาดพิงถึงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งถูกกล่าวหาในประเด็นดังกล่าว ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการแก้ปัญหาการทุจริตของรัฐบาล

ในช่วงการอภิปราย ยังมีการกล่าวถึงกรณีที่ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบกับคดีที่อยู่ในกระบวนการสอบสวนของหน่วยงานรัฐ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างในการพิจารณาทางการเมือง

นายรังสิมันต์ โรม ยังกล่าวถึงคดีของ “เบน สมิธ” ว่ายังไม่มีการออกหมายแดงเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี พร้อมตั้งคำถามต่อความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ และการดำเนินคดีข้ามประเทศ

ต่อมา นายรังสิมันต์ โรม กล่าวถึงบุคคลที่ถูกเรียกว่า “เสี่ยตือ” โดยระบุว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจในพื้นที่ชายแดน รวมถึงกิจการที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์และธุรกิจน้ำมัน พร้อมอ้างถึงกรณีการจับกุมเกี่ยวกับน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง และตั้งข้อสงสัยว่ามีการขยายผลทางคดีหรือไม่ รวมถึงตั้งคำถามว่ามีความล่าช้าในการดำเนินการกับเครือข่ายดังกล่าว

นายรังสิมันต์ โรม ยังพาดพิงไปถึงความสัมพันธ์ทางการเงินและธุรกิจระหว่างเครือข่ายดังกล่าวกับบุคคลทางการเมือง รวมถึงกล่าวถึงกรณีการกู้ยืมเงินจำนวนมาก และการบริจาคเงินให้พรรคการเมือง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับการเมือง

นายรังสิมันต์ โรม ยังกล่าวอ้างถึงกรณีสินบน 40 ล้านบาท เพื่อขัดขวางการปราบปรามสแกมเมอร์ และระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน รวมถึงการถือหุ้นและธุรกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น นายรังสิมันต์ โรม สรุปว่าเครือข่ายสแกมเมอร์และเครือข่ายน้ำมันเถื่อนอาจมีความเชื่อมโยงกันในเชิงโครงสร้าง เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินผิดกฎหมายเข้าสู่การเมือง เพื่อแลกกับการคุ้มครองผลประโยชน์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง

ระหว่างการอภิปราย มี สส.พรรคภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ โดยระบุว่าเป็นการอภิปรายในลักษณะใส่ร้าย ขณะที่นายมงคล สุระสัจจะ ประธานในที่ประชุม ได้วินิจฉัยให้การอภิปรายดำเนินต่อไป แต่ขอให้ระมัดระวังถ้อยคำ

ต่อมา รังสิมันต์ โรม ได้กล่าวต่อ โดยตั้งคำถามถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาเศรษฐกิจและการทุจริต พร้อมวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างอำนาจทางการเมืองและองค์กรอิสระ โดยระบุว่าถูกครอบงำจากกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม และเชื่อมโยงไปถึงกระบวนการเลือกตั้งและการใช้อำนาจรัฐ

ในช่วงท้ายของการอภิปราย มีการประท้วงจาก สส.พรรคภูมิใจไทยอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าเนื้อหาเป็นการใส่ร้าย และประธานในที่ประชุมได้ขอให้นายรังสิมันต์ โรม สรุปการอภิปราย เนื่องจากใช้เวลาเกินกำหนด

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่เห็นว่าเป็นการทำลายหลักนิติธรรม และย้ำจุดยืนของตนและพรรคประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ

ทั้งนี้ การอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม ใช้เวลาเกินกำหนดไปประมาณ 7 นาที 35 วินาที ตามรายงานของที่ประชุม

TAGS: #รังสิมันต์โรม #อภิปรายไม่ไว้วางใจ #สแกมเมอร์ #ทุนสีเทา