เปิดสภาฯ ชุด 27! “โสภณ” ชูประสบการณ์ 25 ปี สังคายนากฎหมายล้าสมัย ปะทะ “พริษฐ์” ลั่นประธานสภาฯ ต้องไม่เป็นกลางกับความไม่โปร่งใส
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นัดแรก โดยมีวาระเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศก่อนการประชุม สส.แต่ละพรรคได้ทยอยเข้าสู่ห้องประชุม ซึ่งจัดโซนให้นั่ง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย นั่งอยู่ด้านซ้ายของห้องประชุม ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ฐานะ สส.บัญชีรายชื่อพรรคพรรคภูมิใจไทยได้เดินนำสส.เข้าสู่ห้องประชุม และได้เดินทักทายสส. ซึ่งพบว่านายจุลพันธ์ อรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เข้าไปจับมือด้วยความยินดี
นอกจากนั้นยังพบว่านายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินเข้าไปจับมือและพูดคุย กับนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย ด้วย
จากนั้นเวลา 09.29 น.นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่มีอายุ 90 ปีขึ้นทำหน้าที่ประธานสภาฯชั่วคราว
จากนั้นนายไพโรจน์ ขึ้นบัลลังก์ทำหน้าที่ประธานสภาฯ โดยได้ให้ สส.ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญ
ต่อมาได้ชี้แจงขั้นตอนและวิธีการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯและรองประธานสภาฯ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย
ต่อมานายปกรณ์วุฒิ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
นายโสภณ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยและคนที่เสนอชื่อ ตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้านนิติบัญญัติมา 25 ปี ได้เห็นการทำงานตั้งแต่ยุคก่อนจนมาถึงยุคปัจจุบันที่ใช้เอไอในการทำงาน จากประสบการณ์ที่ได้เห็นมีทั้งจุดเด่น และจุดด้อย ตนหวังว่าสภาฯชุดนี้จะได้หลอมรวมจากในอดีตและความรู้สมัยใหม่มาให้ทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพี่น้องประชาชน เมื่อเราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงาน เพื่อพัฒนาแก้ปัญหาของประเทศ โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ และอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติมี 3 ประการคือ
1.นำปัญหาของพี่น้องประชาชนทุกร้อนมาบอกกล่าว ปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้หรือตั้งญัตติ อยากเห็นสภาฯนี้ใช้กลไกได้นำเรื่องทุกข์ร้อนเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
2. การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ตนอยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ และมีความสมดุล เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานของทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
3.การบัญญัติกฎหมาย หรือการออกกฎหมาย เพราะเราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตของการค้า เศรษฐกิจ เป็นวิกฤตของสังคม และวิกฤตทางกายภาพของโลก และวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสภาฯแห่งนี้เป็นหลักในการที่จะฟันฝ่าวิกฤตคู่กับรัฐบาล โดยใช้กฎหมาย หรือฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะฝ่าวิกฤต ในอดีตเราได้เห็นการเสนอกฎหมาย ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่มาจากรัฐบาล แต่ครั้งนี้อยากเห็นการเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาฯ เพื่อให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับได้ และไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน หวังว่าในสภาฯชุดนี้จะสังคายนากฎหมายเหล่านั้นที่เป็นอุปสรรค ต่อพี่น้องประชาชน ให้มีการปรับปรุงหรือยกเลิกให้เร็วที่สุด ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะเสนอมา ต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ต่อการพัฒนาของโลก วิวัฒนาการของประเทศให้ทัน ไม่ว่าเรื่องการค้า การต่างประเทศต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในอดีตเราจะเห็นว่าการพิจารณากฎหมายใช้เวลานานไม่สามารถออกกฎหมายได้
“ผมคิดว่าประชาชนไม่อยากเห็นสภาฯใช้วาทกรรมเอาชนะคานกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ แต่ประชาชนปรารถนาที่จะเห็นการออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลนำไปทำให้เป็นรูปธรรม ผมหวังอย่างยิ่งว่าสภาฯจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการเสนอกฎหมาย เพื่อให้สภาฯแห่งนี้เป็นที่พึ่งหวังของพี่น้องประชาชน เป็นต้นแบบ ถ้าเราไม่สามารถสร้างสภาฯแห่งนี้ให้เป็นสภาฯที่สง่างาม ก็ยากที่จะทำให้ประชาธิปไตยที่เราต้องการไปพัฒนาประเทศได้ ผมก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข”นายโสภณ กล่าว
จากนั้นนายพริษฐ์ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนไม่คาดหวังว่าจะได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาฯ เพราะจากผลการเลือกตั้ง เมื่อ 8 ก.พ. พรรคประชาชนเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่งที่เดินหน้าแกนนำตั้งรัฐบาล ทั้งนี้พรรคประชาชน ฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน มองว่ายังมีบทบาทที่จะเสนอแนะให้ว่าที่รัฐบาลรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ดีตนมองว่าคนที่จะทำหน้าที่ประธานสภาฯ คนต่อไปจะไม่วางตัวเป็นกลางใน 4 เรื่อง คือ
1.ไม่เป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่หรือเดินไปข้างหน้า โดยอยากเห็นการใช้เทคโนโลยียกระดับการทำงาน โดยให้มีการถ่ายทอดสดการทำงานของการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.)
2.ไม่เป็นกลางการปกปิดและความโปร่งใส ทั้งนี้ความโปร่งใสจะทำให้ประชาชนรับรู้ว่าสส.ทำงานคุ้มค่าภาษีประชาชนหรือไม่ โดยสภาฯต้องเผยแพร่แดชบอร์ดถึงการทำงานและลงมติ รวมถึงสนับสนุนถ่ายทอดสดการรประชุม กมธ.
3.ไม่เป็นกลางกับเรื่องเผาผลาญและปกป้องภาษีประชาชน หวังว่าประธานสภาฯคนถัดไปจะลุกเป็นหัวหอกเสนอให้ตัดหรือปรับงบส่วนที่ไม่จำเป็นไม่ก่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะขัดกับความต้องการ สส. และ
4. ต้องไม่เป็นกลางระหว่างอำนาจของใครไม่กี่คนและอำนาจของประชาชน
“ประธานสภาฯ ในฐานะประธานรัฐสภา ที่ทำหน้าที่กรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ อิสระจาการแทรกแซงจากกลุ่มทางการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน ทั้งนี้ประธานสภาฯ คนถัดไปมีบทบาทสำคัญรวมพลังทุกพรรค ตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาและทำให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปเสรี เป็นธรรม โปร่งใส และเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงรวดเร็ว เปิดกว้าง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตามผลการออกเสียงประชามติและคำถามสำคัญคือ 4 ปีข้างหน้า สภาฯ จะยืนอยู่ข้างใครระหว่างประชาชน กับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่มที่พยายามครอบงำผู้แทนราษฎร” นายพริษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการลงมติมีข้อหารือต่อกรณีของการลงคะแนนลับผ่านการเขียนชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อลงในบัตรออกเสียง ซึ่งมีคำถามต่อการสะกดชื่อที่ไม่ถูกต้อง โดยตอนแรก นายไพโรจน์ วินิจฉัยว่าหากสะกดผิดแม้แต่ตัวเดียวถือว่าเป็นบัตรเสีย ทำให้ถูกทักท้วงว่าขอให้ยึดเจตนารมณ์ของผู้ออกเสียงแม้จะมีการสะกดชื่อผิด เช่น ตัวสะกด หรือ ใส่การันต์ และมีข้อเสนอให้เขียนหมายเลขแทนเขียนชื่อ จนในที่สุดนายไพโรจน์ได้วินิจฉัยสุดท้ายว่า หากสะกดชื่อผิดยังถือเป็นบัตรดี ทั้งนี้ขอให้เป็นดุลยพินิจของกรรมการนับคะแนน ส่วนบุคคลที่ต้องการงดออกเสียงให้เขียนคำว่า งดออกเสียง
ทั้งนี้ สส.หลายคนได้อภิปรายได้ถกเถียงในประเด็นดังกล่าว จนในที่สุดนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ประธานชั่วคราวของที่ประชุมได้วินิจฉัยให้ให้วิธีกำหนดหมายเลข 1 เป็นชื่อของนายโสภณ และหมายเลข 2 เป็นชื่อของนายพริษฐ์ ส่วนการงดออกเสียง ให้เขียนคำว่า งดออกเสียง ในการโหวตครั้งนี้