“เสรีพิศุทธ์” กลับสภารอบเกือบ 2 ปี ซัดแรงเอาชื่อใส่สูตรตั้งรัฐบาล “ไร้มารยาท”

“เสรีพิศุทธ์” กลับสภารอบเกือบ 2 ปี  ซัดแรงเอาชื่อใส่สูตรตั้งรัฐบาล “ไร้มารยาท”
เสรีพิศุทธ์ ยืนยันจุดยืนพรรคเสรีรวมไทยไม่ร่วมรัฐบาลกับผู้มีพฤติกรรมทุจริต พร้อมวิจารณ์การนำชื่อพรรคไปใส่ในสูตรจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ได้รับความยินยอมว่าเป็นการเมืองที่ไร้มารยาท

เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เดินทางมารายงานตัวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในสภาอีกครั้ง หลังไม่ได้ทำหน้าที่ในสภามาเกือบ 2 ปี

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่ในสภา เนื่องจากยึดมั่นในอุดมการณ์เรื่องการเสียสละ เปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ทำงานแทน ไม่ใช่เพราะความเกียจคร้าน โดยตลอดช่วงเวลาที่อยู่นอกสภา ยังคงติดตามสถานการณ์บ้านเมืองและทำงานทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

การกลับมารายงานตัวครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้กลับมาพบเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และตั้งใจทำหน้าที่ตามความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ในการเลือกตั้ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคเสรีรวมไทยอาจเข้าร่วมรัฐบาลกับ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่า ไม่เคยมีการติดต่อหรือเชิญอย่างเป็นทางการ แต่กลับมีการนำชื่อของตนและพรรคไปใส่ไว้ในสูตรจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมองว่าเป็นการกระทำที่ “ไม่มีมารยาททางการเมือง”

เขายังวิจารณ์ว่า การนำชื่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ไปรวมกันเพื่อให้ดูว่ามีเสียงสนับสนุนจำนวนมาก เป็นเพียงการสร้างภาพว่ามีเสียงเกิน 300 เสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ทั้งที่ความจริงอาจยังไม่ได้รับความยินยอมจากพรรคเหล่านั้น และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันพรรคการเมืองอื่นให้เข้าร่วมโดยไม่มีอำนาจต่อรอง

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยยังย้ำจุดยืนว่า พรรคไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับผู้ที่มีพฤติกรรมทุจริตได้ โดยย้ำว่านโยบายสำคัญของพรรคคือ “โกงเจอกู” จึงไม่สามารถร่วมงานกับผู้ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส พร้อมเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน

ในประเด็นการเลือกนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อธิบายว่า ตามรัฐธรรมนูญ การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า 25 คน และไม่ได้กำหนดว่าพรรคที่มีจำนวน ส.ส. มากที่สุดจะต้องได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ

สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคต่าง ๆ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า โดยส่วนตัวอยากเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยอมรับว่าจำนวนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์อาจไม่เพียงพอที่จะเสนอชื่อได้ จึงจำเป็นต้องพิจารณาบุคคลจากพรรคอื่น ๆ โดยดูทั้งคุณสมบัติและประวัติที่ผ่านมา หากไม่มีผู้ที่ดีที่สุด ก็อาจต้องเลือกคนที่มีปัญหาน้อยที่สุด

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงแคนดิเดตจากพรรคการเมืองต่าง ๆ เช่น ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคกล้าธรรม ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีคดีความในประเทศไทย แม้ในอดีตจะมีประเด็นคดีในประเทศออสเตรเลีย รวมถึง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่มีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเกี่ยวกับมาตรา 112 ซึ่งยังไม่ทราบผลว่าจะออกมาอย่างไร

ส่วนกรณีของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า แม้จะไม่เคยถูกดำเนินคดี แต่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น เช่น กรณีที่ดินในพื้นที่ปากช่อง และการใช้งบประมาณรัฐในโครงการต่าง ๆ

สำหรับบทบาทหลังจากนี้ในฐานะฝ่ายค้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยอมรับว่าอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากพรรคเสรีรวมไทยมี ส.ส. เพียง 1 เสียง การดำเนินการทางรัฐสภาหลายเรื่องจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. คนอื่น แต่ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ ทั้งในและนอกสภา

ทั้งนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เปิดเผยว่า เตรียมเดินหน้าเปิดประเด็นตรวจสอบกรณีที่ดิน “เขากระโดง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ติดตามมาระยะหนึ่ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติม ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบต่อไป

TAGS: #เสรีพิศุทธ์ #เสรีรวมไทย #การเมืองไทย #จัดตั้งรัฐบาล