นายสมชัย อดีต กกต. ตั้งข้อสังเกตบัตรเลือกตั้งต้นทุนสูง มีเทคนิคป้องกันปลอมแปลงครบถ้วน แต่กังวลการใช้ QR Code อาจถูกนำไปใช้ตรวจสอบย้อนหลัง หวั่นกระทบหลักการออกเสียงโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนักวิชาการ โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่าบัตรเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำมีต้นทุนไม่น้อย ได้แก่ บัตรสีชมพูราคา 1.40 บาท บัตรสีเขียว 1.20 บาท และบัตรสีเหลือง 1.00 บาท โดยให้โรงพิมพ์ 3 แห่งร่วมกันผลิตอย่างละประมาณ 56 ล้านใบ
นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างสูง บัตรเลือกตั้งจึงมีเทคนิคด้านความปลอดภัยหลายประการ เช่น การออกแบบลวดลายเฉพาะ มีลายน้ำพิเศษที่ต้องใช้แสงอัลตราไวโอเลต (Ultra Violet) ส่องจึงจะเห็น และมีตัวอักษรขนาดเล็กแบบ Micro Text ที่ต้องใช้แว่นขยายตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นรหัสลับเพื่อป้องกันการปลอมแปลง สอดคล้องกับระเบียบการเลือกตั้ง ส.ส. ข้อ 129 ที่ให้อำนาจกำหนดรหัสหรือเครื่องหมายพิเศษเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม นายสมชัยย้ำว่า มาตรการดังกล่าวควรใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง (tracking) ว่าบัตรแต่ละใบมาจากเล่มใด เลขที่ใด หรือสอดคล้องกับลำดับผู้มาใช้สิทธิในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ส.ส.1/3) หรือไม่
เขาระบุว่า หากบัตรเลือกตั้งมีรหัสที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงเล่มและหมายเลขได้ ก็อาจนำไปสู่การเชื่อมโยงกับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งรายบุคคล ซึ่งขัดกับหลักการออกเสียงโดยตรงและลับ
นายสมชัยยังกล่าวถึงกรณีบัตรสีชมพูที่มีบาร์โค้ดหรือ QR Code ซึ่งเมื่อสแกนแล้วปรากฏหมายเลขบัตร โดยตั้งข้อสังเกตว่าหากหมายเลขดังกล่าวถูกสร้างจากสูตรที่สามารถย้อนกลับไปยังเล่มที่แจกในหน่วยเลือกตั้งใด และเชื่อมโยงกับบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็อาจทำให้ทราบได้ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นการออกเสียงโดยตรงและลับ ทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่า จะกระทบต่อหลักการตามรัฐธรรมนูญหรือไม่