“อภิสิทธิ์”ปราศรัยใหญ่นัดสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ชี้ ขอแก้ 5 จุดตายประเทศไทย ขออาสาเป็นทางรอดที่ปลอดภัย ย้ำไม่เอาทุนเทาจัดการทุกคนที่โกงเอาเปรียบบ้านเมือง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์” ว่า เหลืออีก 2 วัน การตัดสินใจของประชาชนจะส่งผลต่ออนาคตของประชาชนและประเทศ การขึ้นเวทีในช่วงโค้งสุดท้าย ไม่อ้อนขอคะแนนให้ตน แต่มาขอคะแนนให้ประเทศไทย หลังจากที่เผชิญกับวิกฤติที่เป็นจุดตายของการพัฒนา คือ 1. ทุนเทา การทุจริต ที่ทำลายทุกอย่างในประเทศ ไม่มีนักลงทุนเข้ามา เพราะมองว่าการแข่งขันไม่เป็นธรรม เป็นการแข่งขันจากเส้นสาย เหมือนเป็นประเทศขี้โกง ตนอายเพราะไม่ใช่นิสัยของคนไทย เป็นแค่คนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ขี้โกง และทำลายประเทศ อนาคตของลูกหลาน
2. เศรษฐกิจโตต่ำ พรรคประชาธิปัตย์ทำนโยบาย 200 กว่านโยบาย ไม่ใช่ 8 นโยบาย ซึ่งจำนวนของนโยบายนั้น ไม่ใช่ว่านโยบายมากแล้วจะทำไม่ได้ หรือนโยบายน้อยแล้วจะทำสำเร็จ เพราะบางอย่างพูดแล้วไม่ทำ เช่น กัญชาเพื่อการแพทย์ กัญชาเสรี ซึ่งตนมองว่า การผ่าตัดเศรษฐกิจใหญ่ต้องมีแนวทาง โดยการเสนอนโยบายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่การหาเสียงที่ไม่ได้เขียนในนโยบายนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะที่ภาคใต้พบว่า พูดแต่โครงการใหญ่ สรุปจะทำหรือไม่ หรือแค่พูด
“ตอนไปภาคใต้บอกว่าจะทำแลนด์บริดจ์ คนเชียร์ก็สนับสนุน แต่ในนโยบายไม่ได้เขียนไว้ นักวิชาการก็บอกว่าดีแล้ว ซึ่งผมอยากจะถาม แต่ไม่มาดีเบตสักที ทำได้หรือไม่ ผมกังวลว่าเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ผมเป็นนายกฯ นายกรณ์เป็นรมว.คลัง จำคำสบประมาทได้หรือไม่ว่า เด็ก 2 คนนี้จะแก้ได้หรือ แต่ไทยเป็นประเทศที่ฟื้นตัวเร็วที่สุด ทั้งนี้ นโยบายที่ทำมานั้นพร้อมทำให้ไทยรอดจากความจนและเศรษฐกิจที่ตกต่ำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จุดตายที่ 3. เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ ที่มองไม่เห็นอนาคตว่า กลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่มีรายได้ไม่พอ จะฟื้นได้อย่างไร ทั้งนี้ ตนมองว่าชีวิตของประชาชนต้องมีหลักประกัน
4. จุดตายเรื่องการเมือง ทั้งนี้ มีฝ่ายการเมืองชี้หน้าว่า พรรคนี้รักชาติ พรรคนี้ไม่รักชาติ ตนอยากบอกว่า หากรักชาติจริงต้องไปดูปัญหาทุจริตในพรรคของตัวเองก่อน อีกฝ่ายหนึ่งมีความอึดอัด เสนอให้รื้อด้วยความโกรธ ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้นจะสร้างกลุ่มผู้ร้ายว่าเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ จึงเกิดปรากฏการณ์ด้อยค่ากองทัพ สถาบันหลักของชาติ และบอกให้ประชาชนเลือกข้าง ซึ่งทางเลือกของประเทศไทยควรมีทางเลือกที่ดีกว่านี้
“หากผูกขาดความรักชาติ จะทำให้เกิดกรณีที่ในที่สุดมีคนชังชาติ ความจริงไม่เป็นแบบนั้น เพราะเป็นข้ออ้างจากคนที่ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งไม่แก้ปัญหาระยะยาว ส่วนอีกฝ่ายที่บอกว่ารื้อทุกอย่าง เอาความไม่พอใจเป็นทุนทางการเมือง ผมเคยทำงานการเมือง 30 ปี มีส่วนเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมาหลายครั้ง ซึ่งรู้ว่าไม่ง่าย เพราะมีคนได้และเสียประโยชน์ ลำพังการปลุกเร้าจากความไม่พอใจ และบอกให้รื้อจะไม่ยั่งยืน การปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องมีศิลปะ ดึงคนมีส่วนร่วมให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าตนเองจะเป็นคนเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่คนอื่น แก่ โง่ จน ทั้งนี้ การทำงานกับพรรคการเมืองไหนต้องรับเงื่อนไข คือ หยุดแตกแยก และสงวนจุดร่วม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามความแตกแยก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จุดตายที่ 5. เกิดจากภายนอก ทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา ชายแดนเมียนมา ที่อาจส่งผลกระทบระหว่างไทยกับเมียนมา รวมถึงชายแดนใต้ นอกจากนั้นแล้วยังมีความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ ที่ทำให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นเหมือนเบี้ยบนกระดาน การเลือกตั้งที่กำหนดอนาคตของประเทศ แข่งขันเรื่องเก่าๆ ว่า ปลุกเร้าอารมณ์ร่วมเพื่อต่อสู้กัน การซื้อเสียงที่ใครใช้เงินมากกว่ากัน พรรคประชาธิปัตย์เสนอตัวเป็นมากกว่าทางเลือก คือ เป็นทางรอดจากปัญหาที่หนักหน่วง ซึ่งตนเชื่อว่าแก้ไขได้ และปิดได้หมดด้วยพรรคประชาธิปัตย์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การประกาศไม่ร่วมงานกับบางพรรคการเมือง มาจากการพิจารณาข้อมูลจากคดีในอดีต ทั้งนี้ ประเด็นทางการเมืองที่มีเรื่องชั้น 14 คลิปอังเคิล ทุกคดีหรือทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัญหาจริยธรรม ถูกมองว่าเป็นเรื่องนิติสงคราม แต่หากเห็นจริงว่ากระทำผิดแล้วไม่ดำเนินการ เพราะอ้างว่ากระบวนการใช้ไม่ได้ อยากมีทางรอดที่ปลอดภัยจากการโกง เรื่องดังกล่าวที่จริงและพร้อมพูดความจริง และต่อสู้ทุกเวที
“ผมขอวัดใจประชาชน หลังมีคนบอกว่า กระสุนทำให้กระแสแพ้ มีบางโพลบอกว่า กระแสประชาธิปัตย์เกิน 50% แต่อาจแพ้เลือกตั้ง ผมขอวัดใจประชาชนว่าจะเลือกคนที่ถูกอายัดทรัพย์จากคดีสแกมเมอร์หรือไม่ ทั้งนี้ ผมขอยืนยันว่า ผมมีไฟทำสิ่งต่างๆ เช่นเคย แต่จุดต่างคือ กลับมาครั้งนี้มีเวลาน้อยลง ผมเดินหน้าเต็มที่ทุกเรื่อง เพราะเป็นความตั้งใจกลับมา และจะไม่มีการกลับมาครั้งต่อไป เพราะเป็นโอกาสที่ต้องคว้าและใช้ให้เกิดประโยชน์ และต้องจบเที่ยวนี้ ไม่ได้หมายความว่าไปไหน เพราะมีมติกรรมการบริหารพรรคห้ามไม่ให้ไปไหน ต่อให้ผมแพ้ครั้งนี้ ผมยังอยู่เป็นฝ่ายค้านในสภาฯ จัดการคนโกงที่เอาเปรียบบ้านเมือง เหลือคนเดียวก็จะพูดให้รัฐบาลชี้โกงล้มได้ ทั้งนี้ ผมไม่ตั้งใจแพ้ แต่จะชนะ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งที่กำหนดอนาคตของประเทศ แข่งขันเรื่องเก่าๆ ว่า ปลุกเร้าอารมณ์ร่วมเพื่อต่อสู้กัน การซื้อเสียงที่ใครใช้เงินมากกว่ากัน พรรคประชาธิปัตย์เสนอตัวเป็นมากกว่าทางเลือก คือ เป็นทางรอดจากปัญหาที่หนักหน่วง ซึ่งผมเชื่อว่าแก้ไขได้ และปิดได้หมดด้วยพรรคประชาธิปัตย์