"อนุทิน" แจงภาพถ่ายคู่ "เบน สมิธ" ปี 2557 ยันพบกันที่สิงคโปร์ แต่ไม่เคยคบหา ขณะที่ ปชป. ออกแถลงการณ์จี้แจง

 
"อนุทิน" ชี้ภาพร่วมเฟรม "เบน สมิธ" หลังรัฐประหาร 2557 พบกันที่สิงคโปร์แบบผ่านหน้าไม่เคยคบหาหรืออนุมัติสัญชาติไทย ลั่นรัฐบาลนี้ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์หมื่นล้าน ปชป. ออกแถลงการณ์กดดันรัฐบาลแจง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ชี้แจงกระแสภาพถ่ายร่วมเฟรมกับนายเบน สมิธ นักธุรกิจที่ถูกสหรัฐจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ในสังคมออนไลน์และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศ

นายอนุทินระบุว่า ภาพชุดนี้เป็น “ภาพเก่า” เมื่อปี 2557 ช่วงหลังรัฐประหาร ซึ่งตนเดินทางไปสิงคโปร์และได้พบกลุ่มของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ในขณะนั้น ก่อนจะมีการร่วมรับประทานอาหารและถ่ายภาพหมู่ที่มีเบน สมิธ อยู่ด้วย แต่ย้ำว่าเป็นการพบกันโดยบังเอิญ ไม่มีความสัมพันธ์หรือการคบหาใดๆ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่มีข้อมูลว่านายเบน สมิธ พยายามขอสัญชาติไทย ตนในฐานะ รมว.มหาดไทยในขณะนั้น “ไม่ได้อนุมัติ” การให้สัญชาติ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องส่วนตัว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การไม่ให้สัญชาติอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตนถูกผลักออกจากตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยช่วงนั้น

นายอนุทิน ระบุด้วยว่า ในปี 2557 ยังไม่มีประเด็นสแกมเมอร์ผุดขึ้น จึงไม่ทราบภูมิหลังของบุคคลที่อยู่ในภาพ แต่เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน รัฐบาลของตนกลับเป็นผู้สั่งเดินหน้าปฏิบัติการยึดอายัดทรัพย์ของเบน สมิธ รวมถึงนายเฉิน จื้อ และนายก๊ก อาน ตลอดจนเครือข่าย “ยิม เลียก” มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท ถือเป็นการพิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเครือข่ายดังกล่าว

นายอนุทินยืนยันว่าการบังคับใช้กฎหมายกับขบวนการสแกมเมอร์คือหลักฐานชัดเจนที่สุดว่าไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ พร้อมย้ำว่า “สิ่งที่จะพิสูจน์ทั้งหมดคือคำสั่งยึดทรัพย์” ของรัฐบาลปัจจุบันเอง

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีที่มีภาพหลุดร่วมเฟรมกับนายเบญจมิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือเบน สมิธ ว่า ทุกคนก็เห็นอยู่แล้วว่าภาพถ่ายเมื่อไหร่ ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อวานที่ตนไปแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวก็ถามว่าใครมีเส้น ใครมีสาย แต่สุดท้ายก็ตามกฎหมายหมดทุกอย่าง  ส่วนรู้จักกับนายเบน สมิธ เป็นการส่วนตัวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้จักแต่ไม่สนิท พร้อมกับย้อนถามว่าปีนั้นปีอะไร นั่นแหละแค่เจอครั้งแรก

ส่วนมองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แล้วแต่คิด โดยปกติตนไม่ได้ติดต่อ มีธุรกิจธุรกรรมอะไรด้วยอยู่แล้ว พร้อมย้อนถามสื่อว่า "จำไม่ได้หรือว่าทำไมเขาถึงไม่ได้สัญชาติ"  ส่วนมองว่าการโพสต์ภาพครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีรัฐบาลหรือไม่ ที่ไม่ให้สัญชาติไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขาว่าเป็นมูลเหตุ พร้อมหัวเราะ

ส่ว่านี่เป็นมูลเหตุที่ทำให้โดนปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี ตอบว่า "ใช่ หนึ่งในข้อหาที่ผมโดนออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ไม่ใช่การปลดออกจากรัฐบาล แต่ให้ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทน แต่ผมไม่เอา และขอถอนตัวออกจากรัฐบาล ต้องพูดกันให้แฟร์ๆ"

ก่อนย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้โดนปลดจากรัฐบาลสมัยที่แล้ว ขอให้สื่อนำเสนอให้ชัดเจน เพียงแต่ได้รับการขอให้ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ปฏิเสธ

ส่วนจะเป็นเกมการเมืองพากันดึงให้ลงเหวกันทั้งหมดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องคิดวิเคราะห์ และแยกเรื่องให้ถูก

นายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยด้วยว่า รู้ว่าใครเป็นผู้ปล่อยภาพ นักข่าวก็รู้ ใครก็รู้ทั้งนั้น ส่วนเรื่องการขยายผลแล้วออกหมายจับสแกมเมอร์นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องหมายจับต้องไปถามตำรวจ แต่ในแนวทางการสืบสวน เส้นเงินถึงใครก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น ตนถึงบอกว่าปิดชื่อ ถือพฤติกรรม

ส่วนตอนที่นายเบน สมิธมานั้น ได้มาทำธุรกิจอะไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนที่ตนคุยกับเขา ก็เป็นความสัมพันธ์ที่รู้จักกันในฐานะเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ถ้าถามว่ารู้จักหรือไม่ ตนรู้จัก เจอกันตามงานก็ทักทาย

ส่วนเคยเจอนายเบน สมิธกี่ครั้งนั้น นายกรัฐมนตรี ถามกลับว่า เจอกี่ครั้งหมายความว่าอย่างไร เขาก็มีแวดวงของเขา เจอในงานประมาณ 5-6 ครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายเบน สมิธรู้จักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราดีใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี หัวเราะ ก่อนบอกต่อว่า พวกคุณก็เห็นรูปแล้ว จะมาเอาเรื่องอะไรจากรูปที่ถ่ายเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

ผู้สื่อข่าวยังถามย้ำอีกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลไม่กล้าปราบปรามพวกของนายเบน สมิธอย่างจริงจังใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบกลับว่า "ผมหรือไม่กล้าแตะ You know me little, bro. รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป" ก่อนเดินเข้าประชุมทันที

"เอกนิติ" ยันไม่เคยคบหา "เบน สมิธ" แค่เจอในงานเลี้ยงของตร. 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ชี้แจงว่า ภาพที่ปรากฏเป็นภาพจากงานหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นงานเลี้ยงที่มีผู้เข้าร่วมหลายสิบคน ประกอบด้วยผู้บริหารระดับประเทศจากทั้งภาครัฐและเอกชนหลากหลายวงการ ผมเป็นเพียงหนึ่งในผู้ร่วมงาน เช่นเดียวกับแขกท่านอื่นๆ ที่ไปร่วมพบปะพูดคุยกันตามธรรมเนียมในโอกาสงานสังคมทั่วไป

"ผมขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี และผมสนับสนุนให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย" 

ปชป. ออกแถลงการณ์ กดดันรัฐบาลแจงภาพ 

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า จากกรณีที่มีภาพปรากฏร่วมกันระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาล และ นายเบน สมิธ (เบนจมิน เมาเออเบอร์เกอร์) ผู้ที่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในร่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามเครือข่าย Scammer ระดับนานาชาติ และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ประกาศดำเนินการอายัดทรัพย์ไป

แม้ว่า “ความสัมพันธ์ในภาพถ่าย” จะไม่ใช่สิ่งที่ชี้ถึงความผิดโดยทันที แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะเกิดข้อสงสัย และอาจรู้สึกไม่สบายใจได้ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเป็นผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงในการปราบปรามขบวนการ Scammer

พรรคประชาธิปัตย์ จึงขอเรียกร้องให้ นายอนุทิน และ นายเอกนิติ ออกมาชี้แจงที่มาของภาพดังกล่าว พร้อมอธิบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองท่านกับนายเบน สมิธ มีลักษณะอย่างไร

อีกประเด็นสำคัญคือ บุคคลที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ ในฐานะ “อดีตที่ปรึกษากฎหมาย” และปัจจุบันดำรงตำแหน่งในรัฐบาล

รัฐบาลควรพิจารณาให้บุคคลดังกล่าว “พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่” เพื่อแสดงถึง ความจริงใจ ความโปร่งใส และความตั้งใจจริงในการปราบปรามเครือข่าย Scammer

ทั้งหมดนี้เป็นข้อเรียกร้องในฐานะที่เรื่องนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และเพื่อให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าปราบปรามกระบวนการ Scammer ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับความไว้วางใจจากสังคม

TAGS: #อนุทินชาญวีรกูล #นายกรัฐมนตรี #เบนสมิธ #สแกมเมอร์