โฆษก ป.ป.ช. ยืนยันคดีโยกงบปี 2568 ฝ่าฝืน รธน.ม.144 ไต่สวนจบแล้ว รอสรุปเสนอที่ประชุมใหญ่ ส่วนคดีคลิปเสียง "แพทองธาร–ฮุน เซน" ตั้งองค์คณะไต่สวนต่อ หลังได้รับคำวินิจฉัยศาล รธน.
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้า 2 คดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แก่ คดีโยกงบประมาณฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 และคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า คดีโยกงบประมาณปี 2568 ซึ่งกล่าวหาว่า คณะรัฐมนตรีชุดนางสาวแพทองธาร นายเศรษฐา ทวีสิน รวมถึงกรรมาธิการงบประมาณและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง มีการโยกงบประมาณในลักษณะอาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 นั้น ขณะนี้องค์คณะไต่สวนได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยเป็นการไต่สวนในทางลับ และอยู่ระหว่างจัดทำสรุปสำนวนเพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาชี้ขาด คาดว่าจะไม่ล่าช้า
ส่วนคดีคลิปเสียงระหว่างนางสาวแพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ได้รับคำวินิจฉัยฉบับเต็มแล้ว และได้ตั้งองค์คณะไต่สวนเพื่อดำเนินการต่อ โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลว่าการกระทำเข้าข่ายความผิดทางอาญาเกี่ยวกับความมั่นคง หรือความผิดทางจริยธรรมร้ายแรง
นายสุรพงษ์ระบุว่า คดีนี้ไม่น่าจะใช้เวลานานมาก เพราะ ป.ป.ช. มีกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะคดีที่สังคมให้ความสนใจจะมีการติดตามความคืบหน้าทุกระยะ เช่น 15 วัน 30 วัน หรือ 60 วัน ทั้งนี้ ขั้นตอนที่อาจใช้เวลานานคือช่วงเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
เมื่อถามว่าคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. จะไปในทิศทางเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายสุรพงษ์ตอบว่า ป.ป.ช. จะยึดแนวทางทางกฎหมายเดียวกันกับศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกา เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงใหม่ที่แตกต่างออกไป พร้อมย้ำว่า “หากไม่มีอะไรพลิกแพลง แนวคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ก็น่าจะไม่แตกต่างจากที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้”
ทั้งนี้ หาก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ผลทางกฎหมายคือการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต และห้ามใช้สิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 ปี ตามมาตรฐานเดียวกับที่ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับ