“ศูนย์JICC” เตือน 13-18 ต.ค.นี้ ฝั่งตะวันตก-ใต้ เตรียมรับมือฝนหนัก จับตา อุทัย-เพชรบุรี ส่วน กระบี่-ระนอง-ตรัง-3จังหวัดชายแดนใต้ ฝนหนัก 16-18 นี้ เร่งดันน้ำตะวันออกลงบางปะกง
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐ แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสาร ร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ถึงข้อกังวลประตูระบายน้ำคลอง 12 จ.ปทุมธานี ให้เปิดการระบายน้ำ ว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ได้บริหารจัดการน้ำ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เรียบร้อยในทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือโดยเร็ว และจากสถานการณ์น้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ปรับลดการระบายน้ำ จาก2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เช่นเดียวกับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนพระราม 6 ลดการระบายน้ำลงแล้ว ประกอบกับฝนที่ไม่ตกเพิ่มหรือมีปริมาณน้อยในช่วงสัปดาห์นี้ลดลง จะทำให้ท้ายน้ำ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่จะมาถึงจังหวัดปทุมธานี ลดลงตามลำดับ
ขณะที่น้ำภาคตะวันตก จะมีฝนตกหนักท้ายเขื่อนที่จ.เพชรบุรี จึงเกิดน้ำหลากท่วมพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนจ.ราชบุรี แต่ปริมาณฝนไม่มากเท่ากับรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา และการระบายน้ำยังคงเท่าเดิม จึงทำให้ปริมาณน้ำล้นตลิ่งบ้าง
สำหรับน้ำภาคตะวันออกน้ำ ขณะนี้มวลน้ำไปอยู่จุดเดียวที่จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อระบายลงแม่น้ำบางปะกง แต่ยังระบายได้ช้าเนื่องจากมีน้ำทะเลหนุน โดยกรมชลประทานและทหารเรือ ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบาย และในระยะยาวจะมีการปรับปรุงโครงการเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และโครงการชัยนาท ป่าสัก อ่าวไทย เข้ามาช่วยต่อไป
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า สำหรับสภาพอากาศช่วงวันที่ 12-16ต.ค.นี้ จะมีฝนที่ภาคเหนือตอนกลาง ภาคกลางทั้งหมด ภาคใต้และภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยจะมีฝนที่จ.เพชรบุรีและภาคใต้ ขณะที่วันที่ 14 ต.ค.นี้ ฝนจะตกหนัก ที่จ.อุทัยธานี สุพรรณบุรี และภาคใต้ ขณะที่ปลายสัปดาห์ วันที่16-18 ต.ค.นี้ จะลงไปภาคใต้สองฝั่ง โดยจ.ที่เสี่ยงฝนตกหนัก คือ จ.กระบี่ พังงาระนอง ตรัง และ3จ.ชายแดนภาคใต้ จึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้านนายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ปริมาณฝนในสัปดาห์นี้ลดลง แต่ย้ำยังมีฝนหนัก บริเวณภาคใต้ ที่จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส ภูเก็ตกระบี่ ตรัง และจ.สตูล โดยช่วงวันที่ 13-16 ต.ค.นี้ ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นทางด้านตะวันตกของประเทศ และภาคเหนือ ภาคกลาง กทม. ปริมณฑล ส่วนภาคตะวันออก จะมีฝนเพิ่มขึ้นและหนักบางพื้นที่
โดยพื้นที่ควรเฝ้าระวังฝนหนักถึงหนักมาก ได้แก่ ภาคกลางฝั่งตะวันตก คือ อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี และจ.เพชรบุรี สำหรับกทม.ในช่วงดังกล่าว จะมีฝนหนักเป็นบางช่วงตั้งแต่เย็นถึงค่ำ ขณะที่ภาคใต้ ยังมีฝนหนักบางพื้นที่เกือบทั้งช่วง จากนั้นวันที่ 17-18 ต.ค.นี้ ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง แต่ภาคใต้ยังมีฝนตกหนักในบางพื้นที่
ขณะที่ นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล มีปริมาณ 70% ของความจุเขื่อน เขื่อนสิริกิติ์ 82% ยืนยันว่าเขื่อนตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีความจุรับสถานการณ์ฝนได้อย่างแน่นอน จากการติดตามสถานการณ์น้ำ 2-3 วันที่ผ่านมา มีปริมาณฝนตกที่ จ.กำแพงเพชร ทำให้แม่น้ำปิงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างช้าๆ ไม่มากนัก จากการคาดการณ์ของกรมชลประทาน การบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กทม. และสมุทรปราการ แม้แม่น้ำปิงมีแนวโน้มสูงขึ้นแต่ไม่มากนัก แต่ได้ประเมินสถานการณ์ว่าสามารถลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาได้ จาก 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากสถานการณ์ดังกล่าวมีการลดน้ำเข้าระบบชลประทาน ทั้งคลองชัยนาท – ป่าสัก แม่น้ำน้อย เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ไม่ได้ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา
นายธเนศร์ กล่าวว่า ขณะที่การบริหารจัดการน้ำในภาพรวม จากการประเมินปริมาณน้ำฝนที่ไม่มากนัก ปัจจุบันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ต่ำกว่าระดับเก็บกัก มีช่องว่างเพียงพอในการบริหารจัดการ มีการลดการระบายน้ำสู่แม่น้ำป่าสัก ทำให้ปริมาณน้ำที่จะมารวมกันบริเวณวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา น้อยลง ส่วนการบริหารน้ำในเชิงระบบทุ่งเจ้าพระยาในฝั่งตะวันออก ปัจจุบันมีน้ำจาก อ.องครักษ์ จ.นครนายก มายัง จ.ปทุมธานี ทางกรมชลประทาน สทนช. และฝ่ายปกครองจะร่วมกันบูรณาการในการบริหารจัดการเชิงระบบและพื้นที่ในเขตคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ทั้งคลอง 13-15 ระบายสู่อ่าวไทย และการผันน้ำเข้าระบบผ่านคลองรังสิตออกสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิตและลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ยืนยันว่าจะบริหารจัดการน้ำเพื่อพยายามผ่อนคลายในพื้นที่น้ำท่วมขังหลายพื้นที่เพื่อให้สมดุลกัน
นายธเนศร์ กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ภาคตะวันตก ยังคงการระบายน้ำซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ แต่ปริมาณน้ำฝนตกที่ตก อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เป็นไปตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ไว้ ทำให้เขื่อนแม่กลองยังคงการระบายน้ำอยู่ที่ 900-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ซึ่งชุมชนริมน้ำบางแห่งอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากนัก โดยจะต้องมีการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรี เมื่อช่วงเสาร์ –อาทิตย์ ที่ผ่านมามีฝนตกท้ายเขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนแม่ประจันต์ ทำให้สถานการณ์น้ำมาเติมในแม่น้ำเพชรบุรีมากขึ้น ซึ่งอธิบดีกรมชลประทานได้ลงพื้นที่สั่งการบริหารจัดการ แม้ปัจจุบันน้ำในเขื่อนแก่งกระจานจะอยู่ที่ 102% แต่ลดการระบายอยู่ที่ 68 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะเป็นการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อตัวเมืองเพชรบุรี แต่อาจกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ
นายธเนศร์ กล่าวว่า ส่วนภาคตะวันออก ต้นน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและนครนายกมีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ โดยน้ำมาอยู่ที่แม่น้ำบางปะกง อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา จากการวัดปริมาตรน้ำ ระบายสูงสุดได้ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วงน้ำเท้อระบายได้ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งน้ำทะเลหนุนสูงมีอิทธิพลต่อการระบายน้ำ ทำให้น้ำค้าง ซึ่งกองทัพเรือใช้เรือผลักดันน้ำในการช่วยเพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำบางปะกง