‘รักชนก’ จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ปล่อยม.เอกชนขู่เด็กขอค่าเทอม ตัดงบปี 70 ให้กองทุนหมู่บ้านติดตั้งโซลาร์เซลล์ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน แต่ไม่ให้ กยศ.ด้าน‘ภราดร’ยันเล็งหาวิธีการเก็บหนี้จากคนผิดนัดชำระ2.6ล.คน
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา เรื่องกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยถามถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มาชี้แจงแทน
นางสาวรักชนก ระบุ ปัญหาของกองทุน กยศ. ในปี 69 ที่ขณะนี้มีสิทธิ์นักศึกษาได้เรียนปีการศึกษาที่ 1 แล้ว แต่ไม่รู้ว่ากองทุนจะโอนค่าเทอมให้หรือไม่ ทั้งยังมีมหาวิทยาลัยเอกชนข่มขู่เด็กว่าจะไม่ให้เข้าสอบ เพราะกองทุนยังไม่ได้ตัดเงินให้มหาวิทยาลัย ทำให้เด็กเสียสุขภาพจิตและสาละวนอยู่กับปัญหาการเงิน
นายภราดร ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาได้ยินการร้องเรียนของน้อง ๆ และ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สส.ในพรรคภูมิใจไทยก็มายื่นเรื่องร้องเรียนนี้เช่นเดียวกัน ปัญหานี้รัฐบาลรู้ดีและตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าสู่กระบวนการการศึกษา แต่เราต้องเห็นภาพของ กยศ. ให้ตรงกันเสียก่อนคือ มีหน้าที่ในการสนับสนุนให้คนที่อยากจะเรียนแล้วไม่สามารถที่จะส่งเสียตนเองได้ ให้มีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ที่ผ่านมามีหลายคนมีฐานะสามารถส่งเสียตนเองเรียนได้ แต่เข้ามาแย่งช่องทางของคนด้อยโอกาส
นายภราดร ยังกล่าวถึงเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้ารับเงินสนับสนุนของกองทุนว่า จะคัดเลือกจากเกณฑ์รายได้ของครอบครัวเป็นหลัก ประกอบด้วย รายได้ต้องไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี ครอบครัวต้องมีผู้ถือบัตรสวัสดิการของรัฐ และเด็กที่เคยได้รับเงินจากกองทุน กสศ. โดยในปี 69 มีการเพิ่มเกณฑ์สาขาอาชีพที่รัฐส่งเสริมให้เรียน เพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาด
หากดูผลการอนุมัติกองทุน เด็กที่ไม่ได้อยู่ในสาขาอาชีพที่รัฐส่งเสริมก็ยังจะได้รับเงินจากกองทุน เพราะเด็กที่เรียนในสาขาอาชีพที่รัฐส่งเสริมยังมีจำนวนน้อยอยู่ ซึ่งในอนาคตอาจเกิดภาวะว่างงานเพราะเรียนไม่ตรงกับสาขา ทั้งยังจะมีการหารือกับนายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถึงกรณีที่เด็กถูกมหาวิทยาลัยข่มขู่ เนื่องจาก กยศ.ยังไม่จ่ายค่าเทอมให้
นางสาวรักชนก กล่าวต่อ ถึงการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ของ กยศ.ว่าควรใช้กับผู้ที่จะได้รับการอนุมัติใหม่ ไม่ใช่บังคับใช้กับคนที่อยู่ในระบบการศึกษาไปแล้ว พร้อมตั้งคำถามถึงรายได้และการประมาณการรายจ่ายในปีงบประมาณ 69 เนื่องจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่เคยออกมาชี้แจงกับผู้กู้ กยศ. ทั้งยังกังวลว่าปีหน้าจะเกิดเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยบีบคอ นักศึกษาเพราะยังไม่ได้รับเงินจาก กยศ.
“ในปีงบ 70 คาดการณ์ว่ากองทุน กยศ.จะขาดทุนอยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งหารเป็นรายหัว ดิฉันเห็นเป็นหน้าตาของน้อง ๆ ที่รอเงินจากส่วนนี้ แล้วเดี๋ยวจะเกิดกรณีมหาวิทยาลัยไปบีบคอนักศึกษาแบบปีนี้อีก”
นางสาวรักชนก จึงตั้งคำถามว่า ในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณางบประมาณตัดงบได้ จำนวน 11,000 ล้านบาท เหตุใดถึงใจดำไม่แปรงบให้ กยศ.แม้แต่บาทเดียว ซึ่งพรรคประชาชนได้เสนอในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณางบประมาณแล้ว ว่าควรตัดงบบางส่วนให้กับ กยศ. แต่ท่านบอกว่าจะไปใช้งบกลางแทน แต่กับแปรงบให้กองทุนหมู่บ้านไปติดโซลาร์เซลล์ เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท กองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และงบกลางหลัก 10,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
”กยศ. ต้องใช้ความสามารถของตนเองในการบริหารจัดการ ฝ่ายการเมืองพูดแบบนี้ได้อย่างไร ใครเป็นคนบริหาร กยศ. ก็ต้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถ้าบริหารแล้วบกพร่องจะโทษข้าราชการได้ไง ต้องโทษฝ่ายการเมือง โทษคนออกนโยบาย หากบริหารเงินออกนโยบายผิดพลาดอย่าว่าข้าราชการ ต้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งไม่เคยเห็นพูดเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว“
นายภราดร กล่าวต่อว่า ปี 69 กยศ.ตั้งงบไว้เพียง 5,000 ล้านบาท แต่ในปี 70 ตั้งงบ 9,000 ล้านบาท ถ้าให้เติมเข้าตาม กยศ.ขอมาคงจะเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป กยศ.เป็นกองทุนหมุนเวียนไม่ใช่กองทุนที่เอาเงินจากรัฐบาลยัดลงไปตามที่ต้องการทุกปี แต่เป็นกองทุนหมุนเวียนที่จะต้องเก็บเงินจากผู้กู้ก่อนคือ รุ่นพี่ที่เรียนจบแล้วและเอาเงินมาคืนให้กับกองทุนเพื่อให้รุ่นน้องได้มีโอกาสใช้เงิน หากให้รัฐบาลเติมไปเรื่อย ๆ เท่าไรก็ไม่พอ ฉะนั้นหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการกองทุน
โดยในแต่ละปี กยศ.สามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนได้ประมาณ 27,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากพอสมควร แต่ควรที่จะเก็บได้มากกว่านี้ ทั้งหมดที่อยู่ในระบบของการชำระ 3.6 ล้านคน แต่ชำระจริงเพียง 1 ล้านคน อีก 2.6 ล้านคนผิดนัดชำระ ฉะนั้นหากบริหารจัดการในจำนวนนี้ได้แค่ครึ่งเดียว เราจะสามารถเก็บเงินเข้ามายัง กยศ.ถึง 40,000-50,000ล้านบาท รัฐจึงแทบจะไม่สมทบเข้าไปในกองทุนในแต่ละปี ฉะนั้นหัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ที่ว่ารัฐอุดหนุนเข้าไปในกองทุนปีละเท่าไร แต่หัวใจอยู่ที่ว่ากองทุนบริหารจัดการคนที่ผิดนัดชำระได้มากเท่าไร
นางสาวรักชนก กล่าวว่า แม้ก กยศ.จะเป็นกองทุนหมุนเวียน แต่กว่าเด็กจะเข้าในกองทุนนี้ได้ต้องการันตีความยากจนแล้ว การันตีอีก ฉะนั้นการจะไปตั้งความหวังว่า คนจำนวนมากจะส่งคืน เราจะต้องดูและประเมินให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ
นางสางรักชนก ยังกล่าวถึงกรณีที่นายไชนชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เคยร่วมกิจกรรมโดยให้คะแนนนโยบายด้านการศึกษาไว้เพียง 1 ดาว ว่า เป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่ ท่านจึงไม่เอาใจใส่กองทุน กยศ.
นายภราดร ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการศึกษา โดยย้ำว่าในปีงบ 70 กยศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น 2 เท่า แต่เราไม่สามารถที่จะเอางบประมาณลงไปได้ตามที่ขอมา เข้าใจว่าทุกกองทุนมีหนี้เสียคนที่ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน เราไม่จำเป็นต้องตามให้ครบขอแค่ครึ่งเดียวก็พอ ตนเองไม่ได้มีแนวทางให้ กยศ. ไปขูดเลือดกับปู คนที่ยังไม่มีกำลัง ยังไม่มีอยู่ระบบแรงงาน เราเข้าใจ แต่คนที่มีงานทำ มีรายได้แล้วแต่ไม่ชำระเงิน เราจะให้คนแบบนี้มาเอาเปรียบคนที่มีวินัย 1 ล้านคนหรือ จึงต้องหาวิธีการในการเก็บหนี้จากคนที่มีกำลังสามารถจะจ่ายได้ เพื่อไปต่อยอดต่อลมหายใจให้กับเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง