โดย...น.พ.กรณ์ ปองจิตธรรม
ในปี 2026 ที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังเปลี่ยนลักษณะงานจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ระบบการศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องของเด็ก ครู หรือกระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็นเครื่องชี้ว่าอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ประเทศหนึ่งจะมีประชากรที่พร้อมรับมือกับโลกใหม่ หรือมีคนจำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
บทความนี้เกิดจากประสบการณ์ตรงของคนสามคน
คนแรกคือคุณบุรินทร์ เกล็ดมณี เพื่อนสนิทที่เรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมาด้วยกันตั้งแต่มัธยม เขาเรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนผมไปเรียนแพทยศาสตร์ ต่อมาเขาทำงานด้านธุรกิจเทคโนโลยี และร่วมสร้างกิจการจนเติบโตเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตัดสินใจวางพื้นฐานชีวิตให้ลูกชายสองคนด้วยการพาไปเรียนในประเทศจีนตั้งแต่ยังเด็ก เข้าเรียนหลักสูตรจีนจริงร่วมกับนักเรียนจีน ไม่ใช่ห้องเรียนนานาชาติสำหรับเด็กต่างชาติ ลูกคนโตกำลังจะสมัครมหาวิทยาลัยในจีนปลายปีนี้ ส่วนลูกอีกคนกำลังจะขึ้น ม.4
คนที่สองเป็นเพื่อนที่ทำงานด้านการศึกษา ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนในอำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ใช่โรงเรียนในตัวเมือง เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนเข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ พบเด็กบางคนที่เรียนมาถึงช่วงปลายประถมหรือมัธยมต้นแล้ว แต่ยังอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ และเขียนได้เพียงชื่อตัวเองเท่านั้น
ส่วนคนที่สามคือตัวผมเอง ซึ่งทำงานมานานพอที่จะเห็นผลผลิตอีกด้านหนึ่งของระบบไทย คือคนรุ่นใหม่บางส่วนที่เรียนเก่งมาก จบจากโรงเรียนชื่อดังและมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่กลับขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างน่าตกใจ
ทั้งสามเรื่องไม่ใช่งานวิจัย และไม่ควรใช้เหมารวมแทนทุกโรงเรียนหรือทุกครอบครัว แต่เมื่อวางไว้ข้างข้อมูลระดับประเทศ ภาพที่เห็นชัดขึ้นคือการศึกษาไทยไม่ได้ล้มเหลวเพียงจุดเดียว มันกำลังมีปัญหาหลายชั้นพร้อมกัน
เกาเข่าไม่ใช่ธุระส่วนตัวของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง
ต้นเดือนมิถุนายนของทุกปี ประเทศจีนเข้าสู่ช่วงสอบเกาเข่า (Gaokao) การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีผลอย่างมากต่อเส้นทางชีวิตของนักเรียนจำนวนมหาศาล ในกรุงปักกิ่งปี 2026 การสอบจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 7–10 มิถุนายน
สิ่งที่สะท้อนวิธีคิดของจีนไม่ใช่เพียงข้อสอบ แต่คือท่าทีของสังคมต่อการสอบ หน่วยงานจราจรของปักกิ่งจัดกำลังดูแลเส้นทาง เปิดพื้นที่จอดรถชั่วคราว และกำหนดให้งานก่อสร้างบนถนนที่สร้างเสียงรบกวนภายในระยะ 500 เมตรจากสนามสอบหยุดดำเนินการตั้งแต่หนึ่งวันก่อนสอบจนถึงวันสอบสุดท้าย สำหรับการสอบภาษาต่างประเทศบางประเภท รถยนต์ในพื้นที่โดยรอบยังถูกห้ามบีบแตรด้วย
ระบบเกาเข่ามีข้อเสียชัดเจน เด็กถูกกดดันสูง ครอบครัวที่มีทรัพยากรมากกว่าย่อมได้เปรียบ และข้อสอบไม่อาจวัดคุณค่าของมนุษย์ทั้งหมด แต่จีนเข้าใจเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง คือการศึกษาของเด็กไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยให้แต่ละครอบครัวดิ้นรนกันเอง
จีนไม่ได้บังคับให้เด็กทุกคนเดินบนถนนเส้นเดียว
จากประสบการณ์ของครอบครัวคุณบุรินทร์ เด็กประถมจีนจำนวนมากเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน เดินหรือปั่นจักรยานไปเรียน มีเวลาเล่นกีฬา ดนตรี หมากรุก หมากล้อม หรือทำกิจกรรมอื่นเพื่อวางพื้นฐานชีวิต
ไม่ควรขยายประสบการณ์นี้ไปเป็นข้อสรุปว่าเด็กจีนไม่มีการกวดวิชาเลย ความจริงคือการแข่งขันทางการศึกษาของจีนเคยหนักมากจนรัฐบาลต้องออกนโยบาย Double Reduction เพื่อลดภาระการบ้านและลดภาระจากการเรียนพิเศษนอกโรงเรียน รัฐจีนยอมรับเองว่าปัญหาการบ้านมากเกินไป การเรียนพิเศษที่ร้อนแรงเกินไป และค่าใช้จ่ายที่ครอบครัวต้องแบกรับ เป็นปัญหาที่กระทบทั้งเด็กและพ่อแม่
เมื่อเข้าสู่มัธยมต้น การเรียนจะเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน เพราะปลายทางสำคัญคือการสอบจงเข่า (Zhongkao) หลังจบ ม.3 คะแนนสอบมีผลอย่างมากต่อเส้นทางของเด็ก เด็กส่วนหนึ่งไปต่อมัธยมปลายสายสามัญ ส่วนอีกส่วนเข้าสู่สายอาชีพ แม้รายละเอียดจะแตกต่างกันในแต่ละเมืองหรือมณฑล แต่หลักใหญ่เหมือนกัน คือจีนเริ่มจัดเส้นทางการศึกษาอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงจบมัธยมต้น
ข้อมูลทางการปี 2025 ทำให้เห็นขนาดของระบบชัดเจนขึ้น จีนมีผู้เข้าเรียนมัธยมปลายสายสามัญประมาณ 10.75 ล้านคน และเข้าเรียนมัธยมสายอาชีพประมาณ 5.27 ล้านคน หากเทียบเฉพาะสองระบบนี้ เด็กประมาณสองในสามเข้าสายสามัญ และอีกประมาณหนึ่งในสามเข้าสายอาชีพ
เด็กที่เข้าสายอาชีพหลังจบ ม.3 โดยทั่วไปเรียนอีกสามปี เนื้อหาไม่ได้มีเพียงวิชาพื้นฐาน แต่รวมถึงทักษะเฉพาะทาง การฝึกปฏิบัติ และการเชื่อมต่อกับสถานประกอบการ เมื่อจบแล้วสามารถออกไปทำงานได้ ส่วนเด็กที่ต้องการเรียนต่อก็ไม่ได้ถูกปิดทาง เพราะบางสาขามีระบบต่อเนื่อง 3+2 หรือหลักสูตรห้าปี เชื่อมจากมัธยมสายอาชีพไปถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาขั้นสูง รวมทั้งยังมีช่องทางไปต่อระดับปริญญาตรีสายวิชาชีพได้ด้วย
ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการจีนระบุว่า ในปี 2022 ผู้จบมัธยมสายอาชีพมากกว่าครึ่งหนึ่งเลือกเรียนต่อระดับวิทยาลัยอาชีวศึกษาหรือปริญญาตรี แสดงให้เห็นว่าสายอาชีพไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นทางตันสำหรับเด็กที่สอบแพ้ แต่เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่เชื่อมได้ทั้งกับตลาดแรงงานและการศึกษาระดับสูง
จุดสำคัญคือจีนไม่ได้แกล้งทำเป็นว่าเด็กทุกคนต้องเรียนสายสามัญ ต่อปริญญาตรี และไปนั่งทำงานในสำนักงาน ประเทศอุตสาหกรรมต้องการทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ผู้บริหาร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์ พลังงาน การก่อสร้าง และงานซ่อมบำรุง ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยบัณฑิตปริญญาตรีทั่วไปเพียงอย่างเดียว จีนเองก็มีปัญหา ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยยังอยากให้ลูกเรียนสายสามัญและเข้ามหาวิทยาลัยมากกว่าเรียนสายอาชีพ แต่สิ่งที่ต่างจากไทยคือ จีนมองเห็นปัญหาและลงมือแก้ในระดับโครงสร้าง
ในปี 2022 จีนแก้ไขกฎหมายการศึกษาวิชาชีพ โดยระบุชัดว่าการศึกษาสายอาชีพมีความสำคัญเทียบเท่าการศึกษาทั่วไป เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาและการพัฒนากำลังคนของประเทศ พร้อมกำหนดให้เปิดทางทั้งด้านการทำงาน การศึกษาต่อ และความก้าวหน้าในอาชีพอย่างเสมอภาค ความหมายของกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ว่าจีนแก้ปัญหาได้หมดแล้ว แต่คือรัฐจีนยอมรับตรง ๆ ว่า หากสังคมยังมองสายอาชีพเป็นทางเลือกชั้นรอง ประเทศจะไม่สามารถสร้างกำลังคนที่ภาคอุตสาหกรรมต้องใช้ได้ จีนจึงไม่ได้เพียงสร้างโรงเรียนสายอาชีพจำนวนมาก แต่พยายามแก้ทั้งคุณภาพ เส้นทางการเรียนต่อ และค่านิยมของสังคมไปพร้อมกัน
ประเทศไทยกลับมีปัญหาหนักกว่า แต่ปล่อยให้เรื้อรังมานาน เราพูดกันมาหลายสิบปีว่าสายอาชีพสำคัญ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมขาดแคลนช่างเทคนิคและแรงงานที่มีทักษะจริง แต่สายอาชีพยังถูกมองเป็นทางเลือกสำหรับเด็กที่เรียนสายสามัญไม่ไหว หลักสูตรจำนวนหนึ่งยังไม่ตรงกับงานที่นายจ้างต้องการ และการยกระดับคุณภาพยังเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ มากกว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ทั้งระบบ
จีนไม่ได้มีคำตอบสมบูรณ์แบบ แต่จีนเห็นปัญหาแล้วลงมือแก้ ส่วนไทยรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนมานาน แต่ยังปล่อยให้ปัญหาเดิมวนซ้ำอยู่ที่เดิม
จีนยังวางยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง จาก Project 211 และ Project 985 ในอดีต มาสู่ Double First-Class ในปัจจุบัน ซึ่งรอบที่สองครอบคลุมมหาวิทยาลัย 147 แห่ง ชื่อของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 211 และ 985 ยังมีน้ำหนักในสังคมจีน แม้กรอบนโยบายทางการจะเปลี่ยนไปแล้ว ข้อเสียคือระบบนี้เพิ่มการแข่งขันและตอกย้ำลำดับชั้น แต่ข้อดีคือจีนรู้ว่าต้องการสร้างมหาวิทยาลัยแบบใด พัฒนาสาขาใด และเชื่อมการศึกษากับอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างไร
ปัญหาของไทยไม่ใช่เพียงคะแนนสอบต่ำ แต่คือระบบที่ไม่ยอมบอกความจริง
ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เป็นเพื่อนผมเล่าว่า ตอนเข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ พบเด็กบางคนที่เรียนมาถึงช่วงปลายประถมหรือมัธยมต้นแล้ว แต่ยังอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้เลย ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าเด็กคนนั้นอยู่ชั้น ป.6 หรือ ม.3 จึงไม่ต้องการระบุเกินกว่าสิ่งที่จำได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นระดับใด ความจริงที่เหลืออยู่ก็รุนแรงพอแล้ว
เด็กคนหนึ่งอยู่ในโรงเรียนมาหลายปี ผ่านชั้นเรียน ผ่านการสอบ และผ่านการเลื่อนชั้นมาตลอด แต่ระบบกลับปล่อยให้เขาเดินมาถึงจุดนั้นโดยยังไม่มีทักษะพื้นฐานที่สุดของการเรียนรู้ นี่ไม่ใช่ความผิดของเด็ก และไม่ควรโยนเป็นความผิดของครูคนใดคนหนึ่ง โรงเรียนนอกเมืองจำนวนมากขาดครู ขาดทรัพยากร ต้องรับมือกับปัญหาครอบครัวของเด็ก และยังแบกภาระงานเอกสารจำนวนมาก แต่ข้อเท็จจริงยังคงอยู่ หากเด็กเลื่อนชั้นได้ทุกปีทั้งที่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ระบบการศึกษากำลังหลอกเด็ก หลอกครอบครัว และหลอกตัวเอง
หลักฐานที่สะท้อนความผิดปกตินี้ชัดมากอยู่ในรายงานของธนาคารโลก ช่วงปี 2019–2020 มีโรงเรียน 2,132 แห่งเข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอก ผลปรากฏว่า 2,086 แห่ง หรือ 97.84% ได้ระดับ “ดี” หรือสูงกว่า และไม่มีโรงเรียนใดเลยที่ได้รับผลว่า “ต้องปรับปรุง” ทั้งที่ผลการเรียนรู้ของเด็กไทยกำลังลดลง
คำถามจึงตรงไปตรงมา หากโรงเรียนแทบทั้งหมดดี เหตุใดเด็กจำนวนมากจึงไม่ผ่านทักษะพื้นฐาน?
ผลประเมิน PISA 2022 ยืนยันปัญหานี้ เด็กไทยอายุ 15 ปีได้คะแนนเฉลี่ย 394 คะแนนในคณิตศาสตร์ 379 คะแนนในการอ่าน และ 409 คะแนนในวิทยาศาสตร์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทั้งสามด้าน ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เด็กไทยที่ผ่านระดับพื้นฐาน หรือ Level 2 มีเพียง 32% ในคณิตศาสตร์ 35% ในการอ่าน และ 47% ในวิทยาศาสตร์ หมายความว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านทักษะพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์และการอ่านที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต การเรียนรู้ต่อ และการทำงานในโลกสมัยใหม่
ธนาคารโลกประเมินว่า เด็กไทยควรได้รับการศึกษาเฉลี่ย 12.7 ปีเมื่อถึงอายุ 18 ปี แต่เมื่อปรับตามคุณภาพการเรียนรู้ สิ่งที่ได้รับจริงมีค่าเทียบเท่าเพียง 8.7 ปี เท่ากับมีเวลาประมาณสี่ปีที่เด็กอยู่ในโรงเรียน แต่ไม่ได้เกิดการเรียนรู้เต็มตามที่ควรจะเป็น
การประเมินที่ไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีปัญหา ไม่ใช่การประเมิน แต่เป็นพิธีกรรมทางราชการ ครูต้องทำเอกสาร โรงเรียนต้องทำรายงาน ผู้บริหารต้องรักษาตัวเลข ทุกคนดูเหมือนทำงานหนัก แต่เด็กบางคนยังอ่านหนังสือไม่ออก
ระบบประเมินที่บิดเบี้ยว ทำให้ทุกฝ่ายอยากเห็นเด็กผ่านบนกระดาษ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีกฎตรง ๆ ว่าห้ามเด็กตกซ้ำชั้นทุกกรณี เพราะในความเป็นจริงเด็กไทยยังมีการซ้ำชั้นอยู่ ข้อมูล PISA 2022 ระบุว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปีประมาณ 7% รายงานว่าเคยเรียนซ้ำชั้นอย่างน้อยหนึ่งครั้งหลังเข้าโรงเรียนประถม
แต่ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือระบบแรงจูงใจ
เมื่อชื่อเสียงของโรงเรียน ผลการประเมิน ตัวเลขผลสัมฤทธิ์ และความก้าวหน้าในวิชาชีพของผู้บริหารกับครู เชื่อมโยงกับข้อมูลที่ต้องดูดี การรายงานตรง ๆ ว่าเด็กคนหนึ่งยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือต้องได้รับความช่วยเหลือเฉพาะทาง ย่อมมีต้นทุนต่อคนรายงาน ระบบจึงมีแนวโน้มผลักให้ทุกฝ่ายทำให้เด็ก “ผ่าน” บนกระดาษ แทนที่จะยอมรับว่าเด็กยังไม่พร้อมในชีวิตจริง
นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าครูทุกคนปลอมคะแนน และไม่ใช่การโทษครู เพราะครูจำนวนมากพยายามเต็มที่ภายใต้ระบบที่ออกแบบผิด แต่ระบบใดก็ตามที่ทำให้การพูดความจริงกลายเป็นความเสี่ยง ขณะที่การรักษาตัวเลขสวยง่ายกว่า ย่อมได้ข้อมูลที่ไม่สะท้อนความจริงกลับมาในที่สุด
หากการบอกว่าเด็กอ่านไม่ออกทำให้โรงเรียนดูแย่ แต่การปล่อยให้เด็กผ่านทำให้ทุกคนสบายใจ ระบบจะไม่มีวันช่วยเด็กได้ตรงจุด
ครอบครัวเปราะบางทำให้เด็กเรียนยากขึ้นตั้งแต่ยังไม่เข้าห้องเรียน
การศึกษาของเด็กไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเดินผ่านประตูโรงเรียน และไม่ได้จบลงเมื่อครูสอนครบตามหลักสูตร เด็กที่กลับบ้านไปพบพ่อแม่ทะเลาะกันทุกวัน ครอบครัวมีหนี้ รายได้ไม่พอรายจ่าย ต้องย้ายที่อยู่บ่อย หรือไม่มีผู้ใหญ่คนใดมีเวลาให้ ย่อมใช้สมาธิกับการเรียนได้ยากกว่าเด็กที่เติบโตในบ้านที่มั่นคง
ข้อมูลที่สภาพัฒน์นำเสนอในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2569 ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือ 86.7% ของ GDP ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าทุกบ้านเดือดร้อนเท่ากัน แต่สะท้อนว่าครอบครัวจำนวนมากยังอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจสูง
ในกลุ่มเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นำเสนอในปี 2566 พบว่า 78% อยู่ในครอบครัวแหว่งกลาง คือไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับปู่ย่าตายาย ขณะเดียวกัน ครอบครัวผู้รับทุนจำนวนมากมีหนี้สินเฉลี่ยสูงกว่ารายได้ ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลของกลุ่มเสี่ยง ไม่ใช่ตัวเลขแทนเด็กไทยทั้งประเทศ แต่สะท้อนปัญหาได้ชัดเจน
เมื่อครอบครัวอยู่ในภาวะเอาตัวรอด พ่อแม่ไม่ได้ละเลยลูกเพราะไม่รักลูก แต่กำลังพยายามหาเงินให้พอซื้ออาหาร จ่ายค่าเช่า จ่ายค่างวด และประคองบ้านไม่ให้พัง การอ่านหนังสือกับลูก การติดตามการบ้าน หรือการหากิจกรรมเสริมจึงกลายเป็นเรื่องที่แทบไม่มีเวลาและแรงเหลือ
งานด้านพัฒนาการเด็กของ Center on the Developing Child แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอธิบายว่า ความเครียดที่รุนแรงหรือยืดเยื้อโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยช่วยรองรับ หรือ Toxic Stress อาจกระทบพัฒนาการของสมอง รวมถึงทักษะด้านภาษา สมาธิ และการตัดสินใจ ขณะที่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้ใหญ่สามารถช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้
ครูจึงไม่สามารถชดเชยทุกอย่างได้ หากเด็กหิว นอนไม่พอ บ้านมีความรุนแรง หรือถูกบังคับให้คิดเรื่องปากท้องตั้งแต่อายุยังน้อย
ปัญหาการศึกษาจึงเชื่อมกับรายได้ หนี้ครัวเรือน สวัสดิการเด็ก สุขภาพจิต ความรุนแรงในครอบครัว และความสามารถของรัฐในการช่วยพยุงครอบครัวเปราะบางก่อนที่เด็กจะหลุดออกจากระบบ การแก้หลักสูตรเพียงอย่างเดียวไม่มีทางพอ
เด็กถือบัตรประชาชนประเทศเดียวกัน แต่ได้รับการศึกษาไม่เหมือนกัน
ความเหลื่อมล้ำยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น ธนาคารโลกพบว่า เยาวชนจากครัวเรือนยากจนที่สุดหนึ่งในห้ามีเพียง 39% ที่เรียนจบมัธยมปลาย เทียบกับ 86% ของเยาวชนจากครัวเรือนร่ำรวยที่สุดหนึ่งในห้า พื้นฐานครอบครัว การเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี ที่ตั้งของโรงเรียน และลักษณะของชุมชน ล้วนมีผลต่อช่องว่างการเรียนรู้
กสศ.ยังรายงานว่า ในปีการศึกษา 2566 มีเด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปีจำนวน 1,025,514 คน หรือ 8.4% ของประชากรวัยเดียวกัน ที่ไม่พบข้อมูลอยู่ในระบบการศึกษาของหน่วยงานผู้จัดการศึกษา 21 หน่วยงาน
ตัวเลขนี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะคำว่า “ไม่พบข้อมูลอยู่ในระบบ” ไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนออกจากโรงเรียนถาวร บางส่วนอาจอยู่ในระบบที่ฐานข้อมูลยังเชื่อมต่อไม่ครบ หรือมีสถานะซับซ้อน แต่จำนวนมากกว่าหนึ่งล้านคนก็ใหญ่เกินกว่าจะทำเป็นมองไม่เห็น
ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ในโรงเรียน แต่ติดตัวไปจนโต
ผลของระบบการศึกษาที่ล้มเหลวไม่ได้หายไปเมื่อเด็กเรียนจบ แต่มันสะสมอยู่ในแรงงานทั้งประเทศ
การประเมินทักษะผู้ใหญ่ในประเทศไทยที่ดำเนินการในปี 2022 พบว่า เยาวชนและผู้ใหญ่ 64.8% อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ทักษะการอ่านพื้นฐาน หมายถึงอ่านและทำความเข้าใจข้อความสั้น ๆ เพื่อแก้โจทย์ง่าย ๆ ได้อย่างจำกัด ขณะที่ 74.1% อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ทักษะดิจิทัลพื้นฐาน มีปัญหาแม้แต่กับการใช้อุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง แป้นพิมพ์ หรือการทำงานออนไลน์อย่างง่าย
ธนาคารโลกประเมินว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการขาดทักษะเหล่านี้อาจสูงถึง 20% ของ GDP ในปี 2022
นี่คือเหตุผลที่ไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางได้ยาก เราไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมจากแรงงานที่ขาดทักษะพื้นฐาน ไม่สามารถใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ หากคนจำนวนมากยังใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างง่ายไม่คล่อง และไม่สามารถยกระดับอุตสาหกรรมเพียงเพราะมีนิคมอุตสาหกรรมหรือจัดงานเปิดตัวโครงการใหม่
การศึกษาไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการฝ่ายเดียว แต่เป็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ความล้มเหลวอีกด้านหนึ่ง: ผลิตคนเก่ง แต่ไม่ได้สอนให้คิดถึงคนอื่น
การศึกษาไทยไม่ได้ล้มเหลวเฉพาะกับเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
จากประสบการณ์ที่ผมทำงานร่วมกับคนหลากหลายมาหลายปี ผมพบรูปแบบหนึ่งซ้ำบ่อยจนน่าตกใจ โดยเฉพาะในกลุ่มที่จบจากโรงเรียนสาธิตชื่อดัง แล้วต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำย่านปทุมวัน คนกลุ่มนี้จำนวนมากเรียนเก่ง ฉลาด และมีผลงานดี แต่กลับเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ มองโลกจากศูนย์กลางของตัวเอง และแทบไม่สนใจว่าการกระทำของตนสร้างภาระหรือความเสียหายให้ใครบ้าง แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อพบลักษณะเดียวกันซ้ำมากพอ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าระบบผลิตคนเก่งได้หรือไม่
คำถามคือระบบกำลังผลิตคนเก่งแบบใดออกมา
หากระบบหนึ่งผลิตคนที่สอบเก่ง ทำงานเก่ง และแข่งขันเก่ง แต่ไม่สร้างความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) ไม่สร้างความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และไม่สอนให้มองเห็นคนที่อ่อนแอกว่า ระบบนั้นสำเร็จเพียงครึ่งเดียว
ปัญหายิ่งหนักเมื่อคนเหล่านี้เติบโตขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญขององค์กร ธุรกิจ วิชาชีพ ระบบราชการ หรือการเมือง เพราะคนฉลาดที่ไม่เห็นหัวคนอื่นสามารถสร้างความเสียหายได้มากกว่าคนธรรมดาหลายเท่า
ไม่ควรสร้างภาพตรงข้ามแบบง่ายเกินไปว่าเด็กจีนระดับท็อปทุกคนย่อมถ่อมตัวและทำเพื่อส่วนรวมโดยอัตโนมัติ ระบบจีนเองก็มีการแข่งขันสูง มีการยึดติดกับชื่อมหาวิทยาลัย และมีปัญหาของตัวเองเช่นกัน
แต่การศึกษาที่ดีต้องสร้างมนุษย์ที่เข้าใจว่า ความสามารถของตัวเองไม่ได้มีไว้สร้างความสำเร็จส่วนตัวเท่านั้น มันยังมีหน้าที่ต่อผู้อื่นด้วย
การศึกษาไทยล้มเหลวหลายชั้นพร้อมกัน
เมื่อมองให้ครบ ปัญหาไม่ใช่เรื่องเดียว
ชั้นแรก ระบบปล่อยให้เด็กบางคนอยู่ในโรงเรียนมาหลายปี แต่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
ชั้นที่สอง ครอบครัวจำนวนมากมีปัญหาหนี้ รายได้ไม่พอรายจ่าย ความขัดแย้ง และความไม่มั่นคง จนไม่มีแรงเหลือพอจะสนับสนุนการเรียนของลูก
ชั้นที่สาม ระบบประเมินสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายอยากเห็นตัวเลขสวย มากกว่ายอมรับตรง ๆ ว่าเด็กคนใดยังไม่พร้อมและต้องการความช่วยเหลือ
ชั้นที่สี่ แม้กับเด็กที่เรียนเก่งที่สุด ระบบก็อาจผลิตคนที่แข่งขันเก่ง แต่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องลอกระบบจีนทั้งหมด แต่ต้องเลิกหลอกตัวเอง
เราต้องทำให้เด็กทุกคนอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขพื้นฐานเป็นตั้งแต่ช่วงต้น ต้องค้นหาเด็กที่เริ่มตามไม่ทันก่อนปล่อยให้เลื่อนชั้นต่อไป ต้องช่วยครอบครัวเปราะบาง ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดให้ครู ต้องวัดผลจากสิ่งที่เด็กทำได้จริง ไม่ใช่เอกสารที่ส่งครบ ต้องทำให้การบอกว่าเด็กยังไม่พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือ ไม่ใช่ความเสี่ยงของคนรายงาน ต้องสร้างสายอาชีพคุณภาพสูงให้เป็นทางเลือกที่มีศักดิ์ศรีและเชื่อมกับงานจริง และต้องยอมรับว่าการศึกษามีหน้าที่สร้างทั้งความสามารถและความเป็นมนุษย์
ในวันที่จีนหยุดเสียงก่อสร้างใกล้สนามสอบเพื่อให้เด็กมีสมาธิ ไทยยังมีเด็กบางคนที่อยู่ในระบบการศึกษามาหลายปี แต่เขียนได้เพียงชื่อตัวเอง
และในอีกด้านหนึ่ง ไทยยังมีคนเก่งบางส่วนที่สะสมความสำเร็จได้แทบทุกอย่าง แต่ไม่เคยถูกสอนให้คิดอย่างจริงจังว่า ความสำเร็จของตนควรรับผิดชอบต่อผู้อื่นอย่างไร
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กไม่ขยัน ไม่ได้อยู่ที่ครูไม่ดีทั้งหมด และไม่ได้แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนหลักสูตรอีกหนึ่งรอบ
ปัญหาคือระบบทั้งระบบยังไม่ยอมบอกความจริงกับตัวเอง
จริง ๆ แล้ว ปัญหาการศึกษาไทยไม่ได้มีเพียงประเด็นที่กล่าวถึงในบทความนี้ ยังมีอีกหลายมิติที่ไม่ได้พูดถึง ทั้งคุณภาพครู ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ ระบบบริหาร งบประมาณ หลักสูตร สุขภาพจิตของเด็ก ความพร้อมของครอบครัว และความเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน หากจะเขียนให้ครบทั้งหมด บทความนี้คงยาวเกินกว่าคนส่วนใหญ่จะอ่านจบ
สิ่งที่อยากฝากถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคือ อย่ามองปัญหาเหล่านี้แยกเป็นส่วน ๆ และอย่าแก้ด้วยโครงการเฉพาะหน้าอีกต่อไป ต้องมองให้ครบทั้งระบบและลงมือแก้อย่างจริงจัง เพราะหากยังปล่อยให้การศึกษาไทยเสื่อมลงต่อไป ประเทศจะไม่ได้ถดถอยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่จะถดถอยทั้งคุณภาพคน สังคม ความสามารถในการแข่งขัน และคุณภาพทางจิตใจของผู้คนด้วย
Korn Pongjitdham
ขอขอบคุณคุณบุรินทร์ เกล็ดมณี สำหรับบันทึกประสบการณ์ตรงจากการพาลูกชายทั้งสองคนเข้าไปใช้ชีวิตและเรียนอยู่ในระบบการศึกษาจีนจริง ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของบทความนี้
เอกสารอ้างอิง
1. International Labour Organization. (2025). Generative AI and Jobs: A Refined Global Index of Occupational Exposure. ILO Working Paper 140.
2. Beijing Education Examinations Authority. (2026). 2026年高考月历快收藏 — ปฏิทินการสอบเกาเข่า กรุงปักกิ่ง ปี 2026.
3. Beijing Traffic Management Bureau. (2026). 北京交管部门八项措施服务保障2026年高考 — มาตรการดูแลการจราจรและลดเสียงรบกวนในช่วงสอบเกาเข่า ปี 2026.
4. General Office of the Communist Party of China Central Committee and General Office of the State Council. (2021). 关于进一步减轻义务教育阶段学生作业负担和校外培训负担的意见 — นโยบาย Double Reduction.
5. Dongguan Municipal Education Bureau. (2026). 东莞市2026年初中学业水平考试与高中阶段学校招生工作意见 — แนวทางการสอบจงเข่าและการรับนักเรียนระดับมัธยมปลายของเมืองตงก莞.
6. National Bureau of Statistics of China. (2026). 中华人民共和国2025年国民经济和社会发展统计公报 — Statistical Communiqué of the People’s Republic of China on the 2025 National Economic and Social Development.
7. Standing Committee of the National People’s Congress of the People’s Republic of China. (2022). 中华人民共和国职业教育法 — Vocational Education Law of the People’s Republic of China ฉบับแก้ไขปี 2022.
8. Ministry of Education of the People’s Republic of China. (2023). 高职招生规模连续4年超过普通本科 — ข้อมูลการศึกษาต่อและขนาดระบบอุดมศึกษาสายอาชีพของจีน.
9. Ministry of Education of the People’s Republic of China. (2022). 第二轮“双一流”建设高校及建设学科名单公布 — รายชื่อมหาวิทยาลัยในโครงการ Double First-Class รอบที่สอง.
10. Ministry of Education of the People’s Republic of China. (2024). 2024高考咨询,考生最关心的60个问题 — ข้อมูลพัฒนาการจาก Project 211 และ Project 985 สู่ Double First-Class และรายชื่อมหาวิทยาลัยในโครงการรอบที่สองจำนวน 147 แห่ง
11. OECD. (2023). PISA 2022 Results: Country Note — Thailand.
12. OECD. (2021). Vocational Education and Training in Thailand.
13. World Bank Group. (2024). Thailand Systematic Country Diagnostic Update 2024: Shifting Gears — Toward Sustainable Growth and Inclusive Prosperity.
14. World Bank Group. (2024). Fostering Foundational Skills in Thailand: From a Skills Crisis to a Learning Society.
15. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2569). รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสหนึ่ง ปี 2569.
16. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2566). กสศ. ชี้ “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต” เป็นจริงได้ โดยยึดเด็กเป็นที่ตั้ง มองเห็นถึงความหลากหลายและแตกต่าง.
17. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2567). เด็กนอกระบบ 1.02 ล้านคน หายไปอยู่ไหน?
18. Center on the Developing Child, Harvard University. Toxic Stress.
19. Center on the Developing Child, Harvard University. Serve and Return: Back-and-Forth Exchanges.
20. The Stock Exchange of Thailand. READY — Company Profile.