บล.เอเซีย พลัส ชี้หุ้นไทยหลุด 1,500 จุด หลังร่วง 5.33% ในรอบสัปดาห์ จับตาเงินเฟ้อทะลุกรอบ 3% แนะ 3 ธีมลงทุน ชู BCH–BGRIM–BDMS
บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่ต่ำกว่าคาด ราคาน้ำมันโลกที่อ่อนตัว และแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้ดัชนี SET ปรับลดลง 5.33% ในรอบสัปดาห์ หลุดระดับ 1,500 จุด
ขณะที่ตลาดยังต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 3.33% สูงกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย แนะนำเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง ผ่าน 3 ธีมการลงทุน พร้อมชู BCH, BGRIM และ BDMS เป็นหุ้นเด่นประจำวัน
สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ดัชนี SET ปรับลดลงต่อเนื่องจากระดับ 1,566.10 จุด เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม มาปิดที่ 1,491.01 จุด เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน หรือลดลงประมาณ 4.8% โดยแรงขายกระจายไปเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งมีถึง 25 จาก 27 กลุ่มที่ปรับตัวลดลง นำโดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ลดลง 17.75% ปิโตรเคมีลดลง 12.53% และวัสดุก่อสร้างลดลง 9.47% สะท้อนความเปราะบางของตลาดจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งที่ต่ำกว่าคาด รวมถึงปัจจัยลบเฉพาะตัวของ DELTA และกลุ่มโรงกลั่นที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น
ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนยังเป็นปัจจัยกดดันตลาด โดยในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม–3 พฤศจิกายน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 2,397 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,873 ล้านบาท และพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,084 ล้านบาท ขณะที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิ (Net Short) 52,633 สัญญา ประกอบกับจำนวนสัญญาคงค้าง (Open Interest) ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนมุมมองเชิงระมัดระวังและความเสี่ยงที่ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในระยะสั้น
ด้านปัจจัยเศรษฐกิจไทย ตลาดจับตาการประกาศอัตราเงินเฟ้อเดือนตุลาคมในวันที่ 6 พฤศจิกายน โดยผลสำรวจของ Bloomberg คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.33% จาก 2.82% ในเดือนก่อนหน้า จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและอาหาร หากตัวเลขออกมาตามคาดจะสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1–3% ของธนาคารแห่งประเทศไทย และอาจจำกัดโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป ขณะที่ Bloomberg Economics ประเมินว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นใกล้ระดับ 4% ในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตาม
สำหรับตลาดต่างประเทศ ความไม่แน่นอนจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงิน โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงนโยบายกำกับดูแลภาคธุรกิจเทคโนโลยี AI พลังงาน และการเงิน แม้หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นตัวเล็กน้อยหลังปรับลดลงแรงก่อนหน้านี้ แต่โมเมนตัมผลประกอบการเริ่มชะลอตัว สะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่ยังมีความไม่แน่นอน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำคัดเลือกหุ้นเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตผ่าน 3 ธีมหลัก ได้แก่ Anti-Commodity เน้นหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลง เช่น BGRIM, GPSC, GULF, THAI, BA และ OSP ขณะที่ Anti-Yield เน้นหุ้นที่อาจได้รับประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ได้แก่ SAWAD, MTC, LH, SC และ SPALI ส่วน Defensive & Quality เน้นธุรกิจที่มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอและได้รับผลกระทบจากวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์จำกัด เช่น BDMS, BH และ CPN
ทั้งนี้ หุ้นเด่นประจำวัน ได้แก่ BCH ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปฏิรูป พ.ร.บ. ประกันสังคม BDMS ซึ่งสายงานวิจัยคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 41% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ราคาหุ้นยังปรับตัวตามหลังหุ้นอื่นในกลุ่ม และ BGRIM ซึ่งราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบด้านต้นทุนพลังงานไปมากแล้ว พร้อมคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว โดยเน้นธุรกิจที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนลดลงและสามารถรักษาความแข็งแกร่งของผลประกอบการได้ในระยะถัดไป