ตลาดหุ้นโลกผ่อนคลาย รับน้ำมันดิบ-บอนด์ยีลด์ย่อตัว ชี้เป้า 5 กลุ่มหุ้น Laggard

ตลาดหุ้นโลกผ่อนคลาย รับน้ำมันดิบ-บอนด์ยีลด์ย่อตัว ชี้เป้า 5 กลุ่มหุ้น Laggard
บล.เอเซีย พลัส ชี้ ตลาดหุ้นโลกผ่อนคลายขานรับน้ำมันดิบ-บอนด์ยีลด์ย่อตัว ชี้เป้า 5 กลุ่มหุ้น Laggard ลุ้น Catch-up Trade รับไฮซีซัน Q4

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกและตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวตัวในระยะสั้น หลังปัจจัยกดดันหลักที่เคยสร้างความผันผวนปรับตัวผ่อนคลายลง ทั้งระดับราคาน้ำมันดิบโลกที่ย่อตัวลงช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับลดลง และความตึงเครียดของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ชะลอตัวชั่วคราวก่อนการประชุมผู้นำ สำหรับตลาดหุ้นไทยประเมินว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ผสานกับเม็ดเงินรีบาลานซ์ของนักลงทุนต่างชาติตามการปรับดัชนี FTSE Global Equity Index ในวันนี้ พร้อมแนะกลยุทธ์ "Selective Buy" ล็อคเป้า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมราคา Laggard ที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นรับไฮซีซันงวดไตรมาส 4/2569

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล ภาพรวมตลาดการเงินและตลาดหุ้นฝั่งตะวันตกเริ่มกลับมารีบาวน์อย่างสดใส โดยดัชนีหุ้นสำคัญในฝั่งสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 0.6% - 1.7% และยุโรปขยับขึ้น 0.6% - 1.2% จาก 3 ปัจจัยผ่อนคลายสำคัญ ได้แก่

• ราคาน้ำมันดิบย่อตัวช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ: ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวลดลง หลังมีความคืบหน้าในการฟื้นฟูกำลังการขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียผ่านท่อส่ง East-West Pipeline ประกอบกับจีนได้เข้าประสานกับอิหร่านเพื่อช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงบริเวณช่องแคบ Bab el-Mandeb เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้อุปทานพลังงานผ่อนคลายลง

• ตลาดพันธบัตรฟื้นตัวหนุนความเชื่อมั่นนโยบายการเงิน: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับลดลงอย่างน้อย 4 bps ในทุกช่วงอายุ หลังราคาน้ำมันดิบลดลง ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบได้ นอกจากนี้ พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษยังได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ยกเลิกแผนการขายพันธบัตรระยะยาวภายใต้โครงการ Quantitative Tightening (QT)

• สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ชะลอความร้อนแรง: สหรัฐฯ เตรียมเลื่อนการประกาศมาตรการภาษีเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ของจีน ออกไปจนกว่าจะผ่านการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 24 กันยายน 2569

• จับตาการประชุม BOJ และกระแสหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์: ตลาดการเงินโลกเฝ้ารอผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps สู่ระดับ 1.25% หาก BOJ ส่งสัญญาณ Hawkish เข้มงวด อาจดันให้ค่าเงินเยนพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้รับSentiment เชิงบวกอย่างรุนแรงหลัง Lip-Bu Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Intel กล่าวในงาน AI Infrastructure Summit ยืนยันว่าอุปสงค์ชิปหน่วยความจำ (Memory) ยังคงแข็งแกร่งและราคาจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หนุนให้หุ้น Sandisk (+6%), Micron (+5%), SMCI (+10%), Hewlett Packard (+8%) และ Dell (+4%) ดีดตัวขึ้นแรง ด้าน Generac (GNRC) พุ่งขึ้น +18% หลังคว้าสัญญาจัดส่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้ Data Center ของ Amazon มูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย ทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยกำลังได้รับปัจจัยขับเคลื่อนเชิงบวกทั้งจากมาตรการภาครัฐและการปรับสมดุลพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติ

• ความหวังแรงหนุนนโยบายการคลังและการต่างประเทศ: กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 22 กันยายน 2569 เพื่อพิจารณาต่ออายุมาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อรักษารักษาแรงส่งในการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการติดตามผลการเจรจาปมภาษีการค้าระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยและประธานาธิบดีทรัมป์ ช่วงวันที่ 17–18 กันยายน และการเดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA ครั้งที่ 81) ของนายกรัฐมนตรีไทยในวันที่ 24 กันยายน 2569

• แรงหนุน Fund Flow จากการปรับดัชนี FTSE Global Equity Index: วันนี้ดัชนี FTSE จะมีผลปรับน้ำหนัก (Effective ณ ราคาปิดวันที่ 18 ก.ย. 2569) โดยกลุ่ม Large Cap ปรับ CPN ออกไป Mid Cap, กลุ่ม Mid Cap เพิ่ม CPN และถอด BTS, LH, SCCC, TU ออกไป Small Cap และกลุ่ม Small Cap เพิ่ม FTREIT และ THAI เข้าคำนวณใหม่ ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าการปรับพอร์ตของกองทุนต่างชาติจะช่วยเพิ่มมูลค่าการซื้อขายใน SET ให้คึกคักขึ้นอย่างมีนัยสำคัญราว 9,000 ล้านบาท (เทียบเคียงจากสถิติ MSCI Rebalance เมื่อ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา) หนุนให้ดัชนี SET มีโอกาสเปิดบวกโดยมีแนวต้านแรกที่ระดับ 1,600 จุด

เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน แม้ดัชนี SET Index ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) จะปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า +25.7% แต่เมื่อเจาะลึกรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) พบว่ายังมีอีกหลายกลุ่มที่ผลตอบแทนยังคงปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) อย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง ๆ ที่กำลังขยับเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย (High Season) ในงวดไตรมาส 4 ฝ่ายวิจัยฯ จึงมองเป็นโอกาสทองในการเข้าสะสมหุ้นกลุ่ม Laggard เพื่อลุ้นการปรับตัวขึ้นตามตลาด (Catch-up Trade) ใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) - YTD +8.4%: (AOT, THAI, CENTEL, ERW) รับอานิสงส์ตรงจากไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการเดินทาง

2.กลุ่มการแพทย์ (HELTH) - YTD +7.6%: (BDMS, BH, BCH, PR9) ได้แรงหนุนจากความต้องการรักษาโรคตามฤดูกาลและการใช้สวัสดิการตรวจสุขภาพปลายปี

3.กลุ่มค้าปลีก (COMM) - YTD +6.8%: (CRC, BJC, COM7, CPALL, CPAXT) ได้รับประโยชน์จากแรงส่งการจับจ่ายใช้สอยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

4.กลุ่มสื่อสาร (ICT) - YTD +6.5%: (ADVANC, TRUE) รับอานิสงส์จากฤดูกาลเปิดตัวสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่

5.กลุ่มการเงิน (FIN) - YTD +7.3%: (MTC, TIDLOR, KTC, AEONTS) มีโอกาสฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่กลับมาคึกคัก

แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน 

• INTEL80: ได้รับปัจจัยบวกจากรายงานข่าวที่ SK Hynix พิจารณาร่วมมือกับ Intel เพื่อผลิตชิปหน่วยความจำในสหรัฐฯ (แนวรับ 3.62 บาท / แนวต้าน 3.70 บาท / จุดตัดขาดทุน 3.56 บาท)

• NVDA80: หุ้นเทคโนโลยีระดับโลกที่ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากการยืนยันของ เจนเซน หวาง ว่าจะไม่มีการชะลอการพัฒนา AI (แนวรับ 36.25 บาท / แนวต้าน 38.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 35.00 บาท)

• CPN: หุ้นราคายัง Laggard ที่มีแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลัง (2H69) แข็งแกร่งจากทุกธุรกิจหลัก ทั้งศูนย์การค้า โรงแรม และที่อยู่อาศัย (แนวรับ 63.25 บาท / แนวต้าน 66.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 62.00 บาท)

• CBG: รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" คาดการณ์กำไรไตรมาส 3/2569 เติบโตเด่น YoY จากยอดขายทั้งในไทยและเมียนมา (แนวรับ 54.75 บาท / แนวต้าน 58.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 49.50 บาท)

• DELTA: ประเด็นบริษัทแม่ลุยออกหุ้นกู้แปลงสภาพไม่กระทบปัจจัยพื้นฐาน คาดกำไรงวด Q3/2569 เติบโตแกร่งทั้ง QoQ และ YoY (แนวรับ 238.00 บาท / แนวต้าน 252.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 230.00 บาท)

TAGS: #บล.เอเซียพลัส #ตลาดหุ้นโลก #หุ้น #น้ำมันดิบ #บอนด์ยีลด์ #หุ้นLaggard