มรสุมภูมิรัฐศาสตร์เขย่า Fund Flow เดือน ก.ย. ราคาน้ำมันพุ่ง Brent แตะ 90 เหรียญ หนุนหุ้นโภคภัณฑ์ไทย

มรสุมภูมิรัฐศาสตร์เขย่า Fund Flow เดือน ก.ย. ราคาน้ำมันพุ่ง Brent แตะ 90 เหรียญ หนุนหุ้นโภคภัณฑ์ไทย
บล.เอเซีย พลัส ชี้ มรสุมภูมิรัฐศาสตร์เขย่า Fund Flow เดือน ก.ย. ราคาน้ำมันพุ่ง Brent แตะ 90 เหรียญ หนุนหุ้นโภคภัณฑ์ไทย ชู BBL-PTT-BCH รับอานิสงส์บาทอ่อนค่า

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางการลงทุนประจำเดือนกันยายน 2569 ชี้ภาพรวมตลาดการเงินโลกเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี กดดันให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังคงไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Play) สูง จะช่วยพยุงดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ให้ผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค

ตลาดโลกรับแรงบีบภูมิรัฐศาสตร์ - น้ำมันดิบ Brent ทะลุ 90 ดอลลาร์ ดันดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยืนสูง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐฯ เข้าโจมตีเกาะแห่งหนึ่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งกำลังโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และจอร์แดน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานโลก ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะยานขึ้นแตะระดับ 90.49 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86.27 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI เฉลี่ยสะสมในปี 2569 ขยับแซงหน้าปี 2565 เป็นที่เรียบร้อย

แรงกดดันจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงได้กลายเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงไว้เป็นเวลานานขึ้น โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ล่าสุดปรับน้ำหนักโอกาสที่ FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายนนี้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 65.4% (เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 57% ในช่วงก่อนหน้า) สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield 10Y) ที่ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 4.75% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 กดดัน Valuation ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีระดับการซื้อขาย (Valuation) สูงทั่วโลก สำหรับปัจจัยถัดไปที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนสิงหาคม โดยในวันนี้จะมีการประกาศตัวเลขของยุโรป ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ระดับ +3.3% YoY (เพิ่มขึ้นจากระดับ +2.9% YoY ในเดือนก่อนหน้า) และในวันที่ 11 กันยายน จะมีการรายงานตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวทรงตัวที่ระดับ +3.4% YoY

จับตา "Bitcoin" เผชิญสถิติเดือนที่แย่ที่สุด แนะหนีภัยเข้าหา "Tesla Cybercab" ในฝั่งตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล บล.เอเซีย พลัส เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการปรับฐานระยะสั้นของราคา Bitcoin ในเดือนกันยายน เนื่องจากสถิติย้อนหลัง 10 ปีชี้ชัดว่า กันยายนคือเดือนที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดสำหรับ Bitcoin (เป็นบวกทุกเดือนยกเว้นเดือนกันยายน) ประกอบกับในปีนี้จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจากสถิติปี 2018 และ 2022 ที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ราคา Bitcoin มักจะปรับตัวลดลงในเดือนกันยายน

ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไรระยะสั้นในหุ้นหรือกองทุนที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น DR: COIN01 และ DR: HOOD80 และแนะนำให้เฝ้ารอประเมินกระแสการผ่านกฎหมายสำคัญอย่าง Clarity Act ในช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อการฟื้นตัวในภายหลัง ขณะเดียวกัน หุ้นเทคโนโลยีรายตัวอย่าง Tesla (TSLA US) ราคาหุ้นปรับตัวบวกโดดเด่นถึง +5.5% รับข่าวดีก่อนงานเปิดตัว Cybercab (รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับ) ในวันพฤหัสบดีนี้ ณ เมืองออสติน รัฐเทกซัส โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบจำกัดผู้ได้รับเชิญ (Invite-Only) สำหรับข้อมูลเบื้องต้นของ Cybercab จะเป็นรถยนต์แบบ 2 ที่นั่ง ไม่มีพวงมาลัย ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ AI4 เพื่อให้เกิดระบบไร้คนขับอย่างเต็มรูปแบบ โดยตลาดจับตามองราคาขายอย่างใกล้ชิดหลัง Elon Musk เคยระบุว่าจะตั้งราคาขายไว้ที่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทว่าในตลาดคาดการณ์ (Prediction Markets) คาดโอกาสเพียง 18% เท่านั้นที่จะเปิดราคาขายที่ระดับดังกล่าว แนะนำนักลงทุนเก็งกำไรรับปัจจัยบวกผ่านตราสารแสดงสิทธิ DR: TSLA80

Fund Flow ไหลออกกดดันบาทอ่อนค่า เปิดโพย 3 กลุ่มหุ้นไทยรับอานิสงส์ จากแรงกดดันของดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (Dollar Index) ที่แข็งค่าขึ้นและทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยืนสูง ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังมีสัญญาณไหลออกจากตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคม 2569 นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิสะสมในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 24,565 ล้านบาท ขณะเดียวกันในตลาดฟิวเจอร์ส (TFEX) ต่างชาติยังคงสะสมสถานะขายชอร์ตสุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน (Net Short สะสมรวมกันกว่า 51,000 สัญญา) ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง (ล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) อย่างไรก็ดี สภาวะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนี้ จะกลายเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีโครงสร้างรายได้ในรูปเงินสกุลต่างประเทศ หรือกลุ่มที่อิงรายได้จากผู้ใช้บริการต่างชาติ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเด่น

1.กลุ่มส่งออก (Export Play): ได้ประโยชน์จากการรับรู้รายได้แปลงกลับเป็นเงินบาทที่สูงขึ้น นำโดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (HANA, SVI, DELTA, KCE) และกลุ่มอาหาร-เกษตร (TU, ITC, AAI, CPF, GFPT, STA, NER, STGT, SAT)

2.กลุ่มท่องเที่ยว (Tourism Play): การอ่อนค่าของเงินบาทช่วยเพิ่มอำนาจการจับจ่ายให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ดึงดูดให้อุตสาหกรรมคึกคัก นำโดย AOT, AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW

3.กลุ่มโรงพยาบาล (Healthcare Play): ได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่บินเข้ามารักษาสุขภาพในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำโดย BH, BDMS, PR9, BCH

กลุ่ม Commodity ครองพอร์ต SET 26% เป็นเกราะกำบังดัชนีผันผวน ฝ่ายวิจัยฯ ระบุว่า โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งกว่าตลาดในภูมิภาคเนื่องจากมีสัดส่วน Market Cap ของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) รวมกันสูงถึง 26% (กลุ่มพลังงาน 20%, อาหาร 4%, ปิโตรเคมี 2%) ตามมาด้วยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) 17% และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) 15% ดังนั้น เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบโลกขยับปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภัยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะช่วยดึงดูดให้กระแสเงินทุนสลับหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในกลุ่ม Commodity และ Global Play ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังที่สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นสวนตลาดของหุ้นยางพารา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเคมีเมื่อวานนี้ นำโดย STA (+7.01%), KCE (+6.14%), TASCO (+5.95%) รวมถึง IRPC และ SPRC ที่ปิดตัวบวกอย่างเด่นชัด

กลยุทธ์การลงทุนเดือนกันยายน ชูหุ้นกลุ่มปลอดภัยและสินค้าโภคภัณฑ์เด่น ภายใต้สภาวะตลาดที่ Fund Flow ผันผวนและเข้าสู่ช่วงสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้นักลงทุนเน้นกลยุทธ์ "Selective Buy" ในกลุ่มหุ้นปันผลดี ได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายใน และกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โดยชูหุ้นเด่น (Top Picks) ประจำวัน ได้แก่

1.BBL: ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง (Higher for Longer) ซึ่งช่วยหนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ระดับราคาปัจจุบันต่ำและน่าสนใจมาก ซื้อขายบนมูลค่าทางบัญชี (P/BV) เพียง 0.6 เท่า ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ระดับ 1.2 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ

2.PTT:  เป็นหุ้นหลักที่ได้รับอานิสงส์ทางตรงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งรับกระแสความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เหมาะสมสำหรับนักลงทุนระยะสั้นที่ต้องการเก็งกำไรตามทิศทางราคาพลังงานโลก

3.BCH: แนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2569 มีสัญญาณฟื้นตัวโดดเด่นหลังผ่านจุดต่ำสุด และยังได้รับปัจจัยบวกจากการมีฐานลูกค้าผู้ประกันตนขนาดใหญ่ถึง 1.02 ล้านราย ซึ่งลุ้นได้รับอานิสงส์เชิงบวกเพิ่มเติมจากการปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาลของสำนักงานประกันสังคมในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

TAGS: #บล.เอเซียพลัส #การลงทุน #น้ำมัน #หุ้นโภคภัณฑ์ไทย #หุ้น #BBL #PTT #BCH