นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของกลุ่ม Private Fund ให้แตะระดับ 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 6,000-7,000 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่าบริการของบล.บัวหลวง จะได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งกลุ่มนักลงทุนวัยเกษียณที่ต้องการผลตอบแทนคงที่-ความเสี่ยงต่ำ และนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เริ่มมองหาทางเลือกการลงทุนที่สะดวกและมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าความท้าทายสำคัญคือการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาสนใจตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักลงทุนกลุ่มนี้มักหันไปลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีหรือหุ้นต่างประเทศโดยตรง แต่เชื่อว่าเมื่อวัฏจักรตลาดเปลี่ยนไปและหุ้นไทยเริ่มให้ผลตอบแทนที่จูงใจ นักลงทุนกลุ่มนี้จะกลับมามองเห็นโอกาสในตลาดในประเทศอีกครั้ง
ส่วนแนวโน้มธุรกิจในยุคที่ตลาดทุนมีความผันผวนสูง บริษัทฯ ย้ำว่ายังคงเดินหน้ากลยุทธ์กระจายความหลากหลายด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน โดยเฉพาะตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR ซึ่งในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่หุ้นรายตัว (Single Stock) ในตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงและเป็นที่ต้องการของนักลงทุน หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการออก DR ที่อ้างอิงกับหุ้น Micron และ Cathay ในช่วงที่ผ่านมา
รวมถึงบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพมากกว่าการเน้นปริมาณ เพื่อสร้างความมั่นใจและผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับนักลงทุน ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงจากการที่มีผู้ออก DR ในตลาดถึง 9 ราย
นอกจากผลิตภัณฑ์ DR แล้ว บล.บัวหลวง ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการผ่านโครงการ "Top Fund" ซึ่งเป็นการผนวกบริการ Selling Agent กองทุนรวมเข้ากับบริการกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ในรูปแบบ "Auto Investing" โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์และอัลกอริทึมที่พัฒนาโดยทีมผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ (Investment Committee) มาช่วยบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนแทนการใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียว
จุดเด่นสำคัญคือการคัดเลือกกองทุนที่มีผลการดำเนินงานสม่ำเสมอจาก บลจ. กว่า 18 แห่งทั่วประเทศ มาจัดพอร์ตตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ ตั้งแต่ระดับต่ำ (Conservative) ที่คาดหวังผลตอบแทน 2-3% ระดับกลาง (Moderate) 6-8% และระดับสูง (Aggressive) ที่อาจสูงถึง 10% ขึ้นไปต่อปี เพื่อช่วยให้นักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดสามารถเข้าถึงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพได้
หนึ่งในนวัตกรรมที่เน้นย้ำคือ ระบบการออมหุ้นแบบ DCA รายวัน (Daily DCA) แทนการซื้อรายเดือนแบบเดิม เนื่องจากผลการศึกษาพบว่าการกระจายการซื้อหุ้นหรือกองทุนในทุกวันทำการช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าซื้อผิดจังหวะได้ดีกว่าการซื้อเพียงครั้งเดียวต่อเดือน ซึ่งมักมีความผันผวนของราคาในช่วงต้นเดือนและปลายเดือนที่แตกต่างกัน โดยระบบอัตโนมัติจะทำหน้าที่ส่งคำสั่งซื้อกระจายเป็นหน่วยย่อยในแต่ละวัน ช่วยให้ต้นทุนการลงทุนมีความสมดุลและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น พร้อมทั้งชี้แจงเพื่อลดความเข้าใจผิดว่า การใช้ระบบอัตโนมัตินี้ไม่ใช่การส่งคำสั่งถี่เพื่อเก็งกำไรในลักษณะ Robot Trade ที่สร้างผลกระทบต่อตลาด แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนอย่างมีระบบ
สำหรับโครงสร้างรายได้ปัจจุบัน ธุรกิจ Brokerage ยังคงเป็นรายได้หลักของบริษัท เนื่องจากธุรกิจวาณิชธนกิจ (IB) ในช่วงปีที่ผ่านมายังไม่กลับมาคึกคักเท่าที่ควร โดยดีล IPO ขนาดใหญ่อย่าง Mr. DIY ยังคงเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ขณะที่ดีลส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะหนักไปทางงานที่ปรึกษาการควบรวมกิจการ (M&A) มากกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสในการปิดดีลในแต่ละปี
อย่างไรก็ดี บล.บัวหลวง ยังคงเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีและทีมที่ปรึกษาการลงทุนที่แข็งแกร่ง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดทุนไทยและส่งเสริมให้เกิดสิ่งแวดล้อมการลงทุนที่มีคุณภาพสำหรับนักลงทุนทุกระดับ