"กรุงศรี" ชี้ดีลสันติภาพ ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ส่อแววจบ แต่พิษวิกฤตพลังงานโลกยังไม่เคลียร์

กรุงศรี ประเมินข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มส่งสัญญาณบวกช่วยคลายกังวลตลาดทุน แต่เตือนวิกฤตพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อฝั่งอุปทานยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คาดหนุน กนง. เดินหน้าคงดอกเบี้ยนโยบายยาวพยุงเศรษฐกิจในประเทศ

แม้ว่าตลาดการเงินโลกจะตอบรับเชิงบวกต่อข่าวความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทว่าในมิติทางเศรษฐกิจจริงกลับยังมีคลื่นใต้น้ำที่น่ากังวล เนื่องจากรายละเอียดเชิงลึกอย่างเงื่อนไขการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการทั่วโลกในเดือนพฤษภาคมยังคงดิ่งต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจหดตัว ดัชนีการจ้างงานโลกร่วงลงต่ำสุดนับตั้งแต่กลางปี 2563 และที่ซ้ำร้ายคือต้นทุนในภาคการผลิตและบริการพุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี

เมื่อหันไปมองสองมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ และจีน ก็กำลังเผชิญศึกหนักในมุมที่แตกต่างกัน โดยฝั่งสหรัฐฯ แม้จะเผชิญภาวะเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคที่พุ่งสูงถึง 6.5% และเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตที่ 4.2% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบหลายปี แต่ทิศทางค่าจ้างแรงงานกลับชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.4% และรายได้สุทธิที่แท้จริงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง สะท้อนว่าการบริโภคในประเทศกำลังอ่อนแรงลงอย่างมาก ทำให้คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์นี้เพื่อประคองเศรษฐกิจที่เสี่ยงโตชะลอตัว ส่วนฟากฝั่งประเทศจีน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลากยาวได้กลายเป็นงูกินหางที่ซ้ำเติมผู้ผลิต แม้ว่าราคาสินค้าต้นน้ำจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและการส่งออกในเดือนพฤษภาคมจะยังขยายตัวได้ดีถึง 19.4% แต่ด้วยอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอประกอบกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ทำให้ผู้ผลิตจีนไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ ส่งผลให้ผลกำไรของภาคธุรกิจชะลอตัวลงและอาจไม่เพียงพอที่จะพยุงภาคการผลิตได้ในระยะข้างหน้า

สำหรับประเทศไทย ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังบีบให้หลายประเทศที่มีปัญหาด้านธรรมาภิบาลและการคลังต้องยอมกลืนเลือดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินทุนไหลออกและพยุงค่าเงิน แต่บริบททางเศรษฐกิจของไทยยังถือว่ามีความแข็งแกร่งรองรับ แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเริ่มส่งสัญญาณขาดดุลและเงินบาทจะอ่อนค่าลงราว 4% ตั้งแต่ต้นปี แต่เสถียรภาพโดยรวมยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากตัวเลขกระแสเงินทุนที่ยังคงไหลเข้าสุทธิตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน โดยคิดเป็นยอดซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์กว่า 25,000 ล้านบาท และตลาดพันธบัตรอีก 39,000 ล้านบาท ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มีชนวนเหตุมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากฝั่งอุปทาน

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในการประชุมวันที่ 24 มิถุนายนนี้ จึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ในระดับเดิม เพราะตระหนักดีว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเวลานี้ ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมและกดดันอุปสงค์รวมถึงกำลังซื้อภายในประเทศให้พังทลายลง มากกว่าจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงานโลกได้อย่างตรงจุด

TAGS: #กรุงศรี #ตลาดทุน #ตลาดหุ้น #สหรัฐฯ-อิหร่าน #พลังงาน #เงินเฟ้อ #ธนาคารกลางสหรัฐฯ #FED #ประเทศไทย #การลงทุน