“เอเซีย พลัส” ชี้สงครามยังไม่สงบ เงินเฟ้ออาจพุ่ง - ตลาดหุ้นเสี่ยงร่วง

“เอเซีย พลัส” ชี้สงครามยังไม่สงบ เงินเฟ้ออาจพุ่ง - ตลาดหุ้นเสี่ยงร่วง

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเข้าสู่โหมดพักฐาน หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปร่วงลงราว -1.1% ถึง -2.1% ปัจจัยกดดันหลักมาจากการกลับมาโฟกัสผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 แม้กระแสข่าวสงครามจะเริ่มลดลง แต่การเจรจายังไม่ได้ข้อสรุป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ยังคงยืนอยู่ในระดับสูง (ปรับตัวขึ้นราว 79.6% YTD) จากความกังวลด้านอุปทานและปัญหาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เงินเฟ้อพุ่ง ดันบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทะลุ 4.6% - วอร์เรน บัฟเฟตต์ ลุยเก็บ ALPHABET ผลพวงจากราคาน้ำมันแพงได้ทำให้เงินเฟ้อในหลายประเทศช่วงเดือน เม.ย. ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเป็น +3.8% YoY และไทย +2.9% YoY สถานการณ์นี้สร้างความกังวลว่าธนาคารกลางทั่วโลกอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้น 24 bps. มาอยู่ที่ 4.63% สูงสุดในรอบ 1 ปี ซึ่งการที่บอนด์ยีลด์สูงขึ้นนี้ได้กดดันให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้น (MEYG) แคบลงจนเสี่ยงติดลบ และอาจทำให้ตลาดหุ้นเผชิญการปรับฐานจาก Valuation ที่ตึงตัว สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือการรายงานผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีจีน (เช่น BAIDU, MEITUAN) รวมถึงความเคลื่อนไหวของ BERKSHIRE HATHAWAY ภายใต้การนำของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ล่าสุดได้ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ในไตรมาส 1/2026 โดยลดขนาดพอร์ตลงทุนลง แต่หันมาทุ่มซื้อหุ้น ALPHABET เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง +224% พร้อมเข้าซื้อหุ้นใหม่คือ DELTA AIR LINES และ MACY'S

ลุ้นตัวเลข GDP ไทย Q1 วันนี้ - ฝากความหวัง ครม. อนุมัติ "คนละครึ่ง พลัส" สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เช้าวันนี้ (9.30 น.) ตลาดจับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยประจำไตรมาส 1/2026 ซึ่งคาดว่าจะเติบโตที่ 2.4% YoY และ 0.3% QoQ อย่างไรก็ตาม ทิศทางในไตรมาส 2/2026 มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.2% YoY ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2026 สถาบันการเงินและหน่วยงานเศรษฐกิจประเมินค่าเฉลี่ยการเติบโตไว้ที่ 1.6% (โดย ธปท. มองต่ำสุดที่ 1.5%) ทำให้ไทยต้องฝากความหวังไว้กับมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ โดยเฉพาะการนำเสนอโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงความคาดหวังต่อการผลักดัน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหากสามารถบังคับใช้ได้จริง จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยดัน GDP ไทยปีนี้ให้ขึ้นไปแตะระดับ 2.1% ได้

กลยุทธ์การลงทุน: ตลาดหุ้นไทยต่างชาติยังเก็บสะสม ชูกลุ่มมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ ในสภาวะที่ตลาดหุ้นโลกผันผวน ตลาดหุ้นไทยยังถือว่า "เนื้อหอม" โดยมีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ทยอยซื้อสะสมเพิ่มขึ้น บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนให้รับมือกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ (INFLATION FEAR) โดยเน้นจัดพอร์ตใน "กลุ่มหุ้นที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ" ได้แก่

1.กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี โรงกลั่น และสินค้าโภคภัณฑ์: PTT, PTTEP, CPF, NER และ STA (ได้อานิสงส์จากเงินเฟ้อขยายตัว)
2.กลุ่มธนาคารพาณิชย์และประกันภัย: BBL, KTB, KBANK, BLA และ TLI (ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น)
โดยให้หุ้น BLA, BBL และ BDMS เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน

ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำลงทุนในหุ้นที่ได้รับความสนใจ (Global Gem) ผ่านตราสารอ้างอิงหุ้นต่างประเทศ ได้แก่ DR: PINGAN80 และ DR: AIA23

TAGS: #บล.เอเซียพลัส #สงคราม #เงินเฟ้อ #ตลาดหุ้น #หุ้น #การลงทุน