เมื่อ “การลด” คือทางรอด ถอดรหัสหุ้น Defensive Growth Stock ที่โครงสร้างเบา - ยืดหยุ่นสูง พร้อมส่องกลยุทธ์ปรับพอร์ตธุรกิจเชิงรุก (Strategic Divestment) จากองค์กรยักษ์ใหญ่
ในปี 2026 ท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ความผันผวนจะสร้างจังหวะการเข้าซื้อในราคาต่ำ แต่โจทย์สำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณาไม่ใช่เพียง “ราคา” หากแต่เป็น “ประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง” โดยเฉพาะบริษัทที่สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างดีเยี่ยม มีโมเดลธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน และปรับตัวได้รวดเร็ว เนื่องจากในภาวะวิกฤต หุ้นที่แบกภาระต้นทุนสูงหรือมีพอร์ตธุรกิจกระจัดกระจายมักฟื้นตัวได้ช้ากว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
โดยหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ยังคงเป็นที่จับตามองของนักลงทุน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริโภคพื้นฐานที่ยังคงมีดีมานด์ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามบริษัทที่ได้รับความสนใจมากขึ้นไม่ใช่เพียงผู้เล่นรายใหญ่ แต่คือองค์กรที่มีการปรับโครงสร้างล่วงหน้าและมีความยืดหยุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
Asset Optimization ชูกลยุทธ์รีเซ็ตพอร์ต เมื่อ “การลด” กลายเป็นกลยุทธ์เติบโต
หนึ่งในเทรนด์สำคัญขององค์กรขนาดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา คือการเร่งทำ Strategic Divestment หรือการถอนการลงทุนจากธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนต่ำแต่ภาระสูง เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง และปรับโครงสร้างพอร์ตให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าการ “ลดขนาดพอร์ต” ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการตั้งรับ แต่เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น Unilever ที่ตัดสินใจปรับพอร์ตธุรกิจครั้งใหญ่ โดยแยกธุรกิจอาหารเพื่อควบรวมกับ McCormick ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องปรุงของสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การทุ่มทรัพยากรลงในจุดที่เชี่ยวชาญ อาจมีความหมายมากกว่าความหลากหลาย เช่นเดียวกับ OR ที่เลือกปรับพอร์ตในต่างประเทศเพื่อลดภาระต้นทุน ช่วยให้โครงสร้างธุรกิจมีความกระชับมากขึ้น (Lean Structure) พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทรัพยากรถูกนำกลับไปลงทุนในธุรกิจหลักที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูงกว่า
ในขณะที่กลุ่มค้าปลีกอย่าง “เซ็นทรัล รีเทล (CRC)” โดดเด่นด้วยการลดสัดส่วนธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันสูงเกินจำเป็น และโฟกัสไปยัง Core Business ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมากขึ้น เช่น ธุรกิจในไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะในเวียดนามที่มุ่งขยายไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! และโมเดลซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใช้เงินลงทุนต่ำแต่ขยายตัวได้เร็ว ผ่านจุดขายเรื่องราคาและอาหารสดเป็นหัวใจหลัก แทนการจำหน่ายสินค้าเฉพาะทางที่มีคู่แข่งล้นตลาด เช่น ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า
โดย CGS International มองว่านี่คือวินัยทางการเงินที่ยอดเยี่ยม CRC เลือกที่จะไม่แข่งในสมรภูมิที่เสียเปรียบ แต่เลือกลงทุนเฉพาะในจุดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ควบคู่ไปกับการบริหารกระแสเงินสดและโครงสร้างเงินทุนอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างสถานะทางการเงินให้มีความยืดหยุ่นสูงสุดในทุกสถานการณ์
ปรับโครงสร้างองค์กร (Internal Restructuring) เพิ่มความยืดหยุ่น
การจัดโครงสร้างใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุน ถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของกลุ่ม ปตท.ปรับโครงสร้างธุรกิจและโอนกิจการน้ำมันให้ โออาร์ (OR) เพื่อสร้าง Flagship ด้านการค้าน้ำมันและการค้าปลีกที่ชัดเจน หรือการตั้งกลุ่มธุรกิจเฉพาะทางอย่าง Central Retail Food ของ CRC ที่รวมธุรกิจอาหารทั้งหมดไว้ภายใต้การบริหารเดียว ช่วยประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและสร้างความได้เปรียบทางต้นทุน พร้อมนำทรัพยากร นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปปรับใช้ระหว่างตลาดได้อย่างรวดเร็ว สร้างอีโคซิสเต็มที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยเสริมความมั่นคงขององค์กรในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน
Resilient Stock เกราะป้องกัน ที่กลายเป็นโอกาสทองของนักลงทุน
ทั้งนี้กลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลให้องค์กรที่ Lean ตัวเองได้ทันท่วงทีกลายเป็น Defensive Growth Stock หรือหุ้นที่มีเกราะป้องกันแกร่ง มีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับตัวลงต่ำจำกัด (Downside Limited) เพราะพื้นฐานถูกรีเซ็ตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรับจังหวะการฟื้นตัวได้ทันทีเมื่อปัจจัยภายนอกคลี่คลาย
สำหรับนักลงทุนที่มองการณ์ไกล ต้องการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต จึงไม่ใช่เพียงแค่ “ตัวเลขการเติบโต” เท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึง “หุ้นคุณภาพ” ที่เหมาะกับการถือยาว และหุ้นที่มีความสามารถในการจัดระเบียบองค์กรให้แข็งแกร่งพอที่จะผ่านสภาวะผันผวนได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช่นนี้ ที่ราคาหุ้นยังคงซื้อขายบนระดับมูลค่าที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับศักยภาพในอนาคต จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานแน่นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” เคาะเป้า 21.50 บาท
นอกจากนี้ด้าน นักวิเคราะห์ บล.ดาโอ แนะ “ซื้อ” หุ้น CRC โดยมีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อยต่อกำไรปกติ 1Q26E ที่คาดอยู่ที่ราว 2.5 พันล้านบาท (+1% YoY, +0% QoQ) แม้ไร้ Easy E-receipt หนุน ขณะที่ GPM ปรับดีขึ้น YoY เป็น 26.7% สะท้อน product mix ที่ยังบริหารได้ดี แต่ GPM อ่อนตัว QoQ เป็นเพียงปัจจัยฤดูกาล และคาดทยอยฟื้นตัวในช่วงถัดไป อีกทั้งมองว่ามีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อ รวมถึงการขยายสาขา - เร่งขยายธุรกิจในเวียดนาม และแผน M&A ในช่วงปี 2026 - 2027 คาดหนุน Upside เพิ่มเติม พร้อมคงประมาณการกำไรปกติปี 2026 - 2027 อยู่ที่ 8.0 - 8.9 พันล้านบาท