IRPC เผยปี’68 ขาดทุนเหลือ 3.5 พันล้าน เผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน บริหารงานเชิงรุกภายใต้วินัยทางการเงิน จัดสรรเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ คาดปีนี้น้ำมันดิบแตะ 60-70 เหรียญฯต่อบาร์เรล
นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 2568 เปรียบเทียบกับปี ก่อนมีรายได้จากการขายสุทธิ 232,671 ล้านบาท ลดลง 49,040 ล้านบาท หรือร้อยละ 17 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลงร้อยละ 14 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง และปริมาณขายลดลงร้อยละ 3 ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 21,549 ล้านบาท หรือ 8.82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปี 2567
ด้านสถานการณ์น้ำมันดิบในปี 2568 ได้รับปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการทางภาษีของประเทศสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่ค้า และอุปทานน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มโอเปกและพันธมิตร (โอเปกพลัส) จึงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงจากปีก่อน ทำให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3,382 ล้านบาท หรือ 1.38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ทั้งนี้บริษัทฯมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 18,221 ล้านบาท หรือ 7.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปี 2567 จึงทำให้บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,728 ล้านบาท จากปีก่อน ในปี 2568 บริษัทฯ บันทึกกำไรจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน 271 ล้านบาท เป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่บันทึกขาดทุน 5 ล้านบาท
รวมทั้งกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 205 ล้านบาท และมีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 668 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัทร่วม เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่บันทึกขาดทุน 553 ล้านบาท จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 3,571 ล้านบาท น้อยกว่าปี 2567 ที่ร้อยละ 31
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 มีรายได้จากการขายสุทธิ 55,707 ล้านบาท ลดลง 2,231 ล้านบาท หรือร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลงร้อยละ 5 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง
ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 และมี Market GIM อยู่ที่ 6,951 ล้านบาท หรือ 11.56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากไตรมาส 3/2568 โดยราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 4 ได้รับปัจจัยกดดันหลักจากโอเปกพลัสที่มีมติเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,918 ล้านบาท หรือ 3.19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ส่งผลให้บริษัทฯ มี Accounting GIM จำนวน 4,508 ล้านบาท หรือ 7.50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 จึงทำให้ บริษัทฯ มี EBITDAจำนวน 1,356 ล้านบาท ลดลง 1,673 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 โดยในไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีต้นทุนทางการเงินสุทธิ จำนวน 498 ล้านบาท ลดลง 131 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น มีกำไรจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สิน 243 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทฯ บันทึกกำไรจากการลงทุน 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 83 จากไตรมาสก่อน จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ในไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ที่บันทึกกำไรสุทธิ 340 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามปี 2568 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากภาวะอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงความผันผวนของราคาพลังงานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนทางการค้า รวมทั้งเศรษฐกิจไทยยังคงซบเซา ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของอุตสาหกรรมอยู่ในระดับจำกัด ทางบริษัทฯดำเนินการเชิงรุกด้านการบริหารเงินทุน ปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และจัดตั้ง “Crisis War Room” ติดตามเศรษฐกิจและตลาดอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ยังเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศ “Domestic First”เพื่อรับมือความผันผวนได้ทันเวลา กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน ลดความผันผวนของผลประกอบการ และต่อยอดสู่ธุรกิจและนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษและวัสดุขั้นสูง ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาดผ่านการดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 4R ที่สำคัญดังนี้
Recapitalize – สร้างทุน: การเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดรายได้ ปรับโครงสร้างการลงทุนและหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ปี 2568 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ รวมถึงหุ้นกู้ดิจิทัล รวมมูลค่า 11,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อฐานะการเงินและทิศทางธุรกิจ เพื่อปรับโครงสร้างการลงทุน บริษัทฯ จำหน่ายหุ้น 40% ในบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง จำกัด (WHAIER) ให้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (WHAID) มูลค่า 896 ล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จไตรมาส 1 ปี 2569
Revitalize – สร้างพลัง: การยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจหลัก การดำเนินงานในโครงการ Performance Uplift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ยกระดับการบริหารจัดการภายในโรงงาน และปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ในปี 2568 สามารถสร้าง EBITDA 1,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด ธุรกิจปิโตรเลียมเพิ่มมูลค่าผ่านการผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 และน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 รองรับการฟื้นตัวของภาคการบิน เพิ่มสัดส่วนจำหน่ายในประเทศ “Domestic First” ควบคู่การบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด
ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี เร่งปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Products) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเป็น 60% ภายในปี 2573 โดยในปี 2568 สามารถเพิ่มสัดส่วนเป็น 40% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด
ขณะเดียวกันเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการใหม่ในปี 2569 รองรับอุตสาหกรรมการแพทย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด Rematerial เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
Reframe – สร้างคน: บูรณาการความยั่งยืนและดิจิทัลเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ปรับโครงสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดรับทิศทางธุรกิจใหม่
Reinvent – สร้างอนาคต: ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจปลายน้ำและธุรกิจมูลค่าเพิ่ม โดยใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับจากผู้ผลิตสู่การเป็น “Solution Provider” ที่ไม่เป็นเพียงผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า แต่มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาควบคู่กับการบริการ เพื่อแก้ปัญหาให้กับ ลูกค้า คู่ค้า แบบครบวงจร
นอกจากนี้ บริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรเปิดตัว “Graphenix X KleanTeQ” นวัตกรรมสิ่งทออัจฉริยะ (Smart Textile) ที่ผสานเทคโนโลยี Graphene Ink ของบริษัทฯ สะท้อนศักยภาพการต่อยอดนวัตกรรมสู่ธุรกิจปลายน้ำและขยายตลาดสู่ผู้บริโภคในอนาคต
นายเทิดเกียรติ กล่าวถึง แนวโน้มตลาดน้ำมันดิบและปิโตรเคมี ปี 2569 ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60 – 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มีแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันในภาคการเดินทาง ขนส่ง และการผลิตปิโตรเคมี ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายด้านอุปทาน กลุ่มโอเปคพลัสมีแนวโน้มปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด แข่งขันกับผู้ผลิตนอกกลุ่ม อาทิ สหรัฐอเมริกา และ บราซิล
หากระดับราคาน้ำมันไม่จูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์ อาจมีการชะลอการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรักษาสมดุลตลาด นอกจากนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจกระทบการส่งออกของรัสเซีย ราว 1 – 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งผลต่อต้นทุนขนส่ง
รวมถึงความไม่แน่นอนด้านเสถียรภาพอุปทานในตลาดโลก ภาพรวมตลาดปิโตรเคมี ความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในปี 2569 คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงปี 2568 สอดคล้องกับประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวร้อยละ 2.6 ตามรายงานของ World Bank (Global Economic Prospects, January 2026) โดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากภาคบริการและการขยายตัวของสังคมเมือง
ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าคงทน เช่น ที่อยู่อาศัยและยานยนต์ อาจเติบโตจำกัดจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังเปราะบางด้านอุปทาน ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ โดยเฉพาะในประเทศจีน ส่งผลให้ภาวะอุปทานล้นตลาดยังคงอยู่ ผู้ผลิตบางส่วนมีแนวโน้มปรับลดอัตราการเดินเครื่องเพื่อบริหารสมดุล
นอกจากนี้ยังต้องติดตามการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ตลอดจนทิศทางมาตรการกีดกันทางการค้า อาทิ ภาษีศุลกากร มาตรการปกป้องการนำเข้า และการต่อต้านการทุ่มตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อกระแสการค้า การลงทุน และอุปสงค์ปิโตรเคมีในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส ควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการสำคัญ เช่น From Wastes to Walk ส่งมอบพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงให้ มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผลิตอุปกรณ์เสริมร่างกายช่วยเหลือผู้ป่วยและคนพิการ ดำเนินโครงการ We Care by IRPC เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับพันธมิตรและกลุ่ม ปตท.จากความมุ่งมั่นดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การเป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices ต่อเนื่อง 12 ปี รางวัล SET Awards ด้านนวัตกรรม จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รางวัล Thailand Energy Awards และได้รับการประเมิน CG ระดับ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องปีที่ 17 ตอกย้ำมาตรฐานการกำกับดูแล กิจการที่เป็นเลิศในระดับสากล ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ในอัตรา 0.01 บาท ต่อหุ้นคิดเป็นเงินประมาณ 204 ล้านบาท โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ ในวันที่ 7 เมษายน 2569 ต่อไป