DBS อัพเป้าดัชนี SET Index ปี 2569 จาก 1,380 จุด สู่ 1,500 จุด หลัง “ภูมิใจไทย” ชนะเสียงข้างมาก จับตาความต่อเนื่องของนโยบายหนุน GDP - ความเชื่อมั่นนักลงทุน ชู 4 ธีมเด่นเก็บเข้าพอร์ต
นางสาวจันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในปี 2569 DBS ปรับเป้าดัชนี SET Index จากเดิม 1,380 จุด เป็น 1,500 จุด หลัง “ภูมิใจไทย” ชนะเสียงข้างมาก อย่างไรก็ตามยังคงให้น้ำหนักการลงทุน (Underweight) หุ้นไทยน้อยกว่าตลาดในภูมิภาคที่เติบโตระดับ 10% โดยยังคงต้องจับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้ ว่าจะช่วยผลักดัน GDP ไทยเติบโตกว่าปัจจุบันที่ 1.6% เทียบเคียงกับตลาดหุ้นในภูมิภาคได้หรือไม่
นายเอ็ดวิน ตัน (Mr. Edwin Tan) Market Head DBS, Thailand & Philippines , DBS Bank กล่าวในงาน DBS 1Q26 Insights. The Long Game เปิดเผยว่า กลยุท์การลงทุนในปี 2568 ยังคงโฟกัสผ่าน 4 ธีมหลัก คือ 1. ลงทุนในบริษัทที่นำ AI มายกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ 2. ลงทุนในสินทรัพย์จริงในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่าเพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ 3. ตลาดหุ้นเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ยังเติบโตทำกำไรได้ดี และ 4. เลือกลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้ investment Grade มากกว่ากลุ่ม high yield ขณะที่ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากปัญหาหนี้สหรัฐพุ่ง
โดยการลงทุนตราสารหนี้ ให้น้ำหนัก Investment-Grade มากกว่า High-Yield ท่ามกลาง Spread ที่ตึงตัว และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยที่ยังต่ำ ตราสารหนี้ประเภท Spread Products มีแนวโน้มทำผลงาน
ได้ดี แม้มูลค่าประเมินจะอยู่ในระดับสูง โดย DBS ให้ความสำคัญกับตราสารหนี้คุณภาพระดับ A/BBB ช่วงอายุ 5–7 ปี รวมถึงแนะเพิ่มสัดส่วนในตราสารภาครัฐ เช่น Treasury Inflation-Protected Securities และMortgage-Backed Securities เพื่อสร้าง Alpha เพิ่มเติม
ส่วนสินทรัพท์ทางเลือก สินค้าโภคภัณฑ์ได้รับแรงหนุนจากการพักรบทางการค้า และการลดดอกเบี้ย โลหะอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทองแดง และแร่หายาก ซึ่งได้เปรียบจากความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ขณะที่ราคาทองคำเคาะเป้าปีนี้ที่ 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นจากราคาปัจจุบันที่ 5,020-5,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมให้น้ำหนักลงทุนทองคำที่ 5-10% ของพอร์ตรวม รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางด้านการคลัง (Fiscal Dominance) ที่ทวีความชัดเจน ผนวกกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยพยุงราคาทองคำตลอดปี 2569
โชว์ผลตอบแทนปี 68 โตแกร่ง 19.4%
ด้านผลการดำเนินงานในปี 2568 ยังคงสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ลูกค้า จากพอร์ตโฟลิโอหลักสร้างขึ้นบนกลยุทธ์บาร์เบล ให้ผลตอบแทนสุทธิที่ แข็งแกร่งถึง 19.4% (ต้นปี - สิ้นเดือนพ.ย.68) อีกทั้งหากนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในเดือน ส.ค. 2561 พอร์ตโฟลิโอนี้สร้างผลตอบแทนรวม 67.7% หรือผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 8.6%
ขณะที่ผลกำไรก่อนหักภาษีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 3% สู่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 22.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะด้านอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเติบโตขึ้น 19% ในสกุลเงินคงที่ แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 488 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์