‘ศุภจี’ ชี้โลกเปลี่ยนเร็วทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ไทยต้องเร่งเปลี่ยนสู่ Digital Transformation ยกระดับทักษะคน ปรับภาครัฐสู่ Ecosystem Builder
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow หัวข้อ “Thailand Today: Building a Runway Towards the Future” ว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ โครงสร้างการค้า สิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร และเทคโนโลยี ประเทศไทยจึงต้องปรับตัวจากวิธีคิดและการดำเนินงานแบบเดิม พร้อมสร้าง “Runway” ให้คนและธุรกิจไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง สร้างมูลค่า และแข่งขันได้ในโลกอนาคต
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน โดยเฉพาะภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังนำไปสู่ความแตกต่างและการแบ่งขั้วมากขึ้น หรือ Decoupling ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับจุดยืนและรูปแบบการดำเนินงานให้เหมาะสมกับโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังมีการกระจุกตัว โดยเฉพาะด้านการส่งออก แม้การส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 11.1 ล้านล้านบาท และยังเติบโตได้ดี แต่ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลาง หรือ SMEs ยังสร้างรายได้จากการส่งออกในสัดส่วนไม่มาก ขณะที่ตลาดส่งออกยังพึ่งพาสหรัฐอเมริกาและจีนรวมกันประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออก จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายตลาดและกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการมากขึ้น
นอกจากนี้ ไทยยังต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Decarbonization ซึ่งส่งผลต่อกติกาการค้าและการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหา Demographic จากจำนวนประชากรที่ลดลงและการเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลต่อกำลังแรงงาน การบริโภคภายในประเทศ และความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศ ขณะที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ Digital และ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน ทำให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันอาจมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ตามความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้
นางศุภจี กล่าวว่า เทคโนโลยีจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจที่สามารถนำ Digital และ AI มาประยุกต์ใช้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความแตกต่าง และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ขณะที่ธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น ประเทศไทยต้องก้าวจาก Digital Adoption ไปสู่ Digital Transformation อย่างแท้จริง
การสร้าง Runway สำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ต้องดำเนินการหลายด้านไปพร้อมกัน โดย คนต้องมีทักษะและความเข้าใจ สามารถนำ Digital และ AI มาเพิ่มศักยภาพของตนเอง ขณะที่ โครงสร้างพื้นฐาน ต้องเอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีและ AI ทั้งด้าน Digital Infrastructure และ Data Center ส่วน กติกา ต้องสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย โดยเฉพาะ Cybersecurity, Governance และการรับมือกับ Disinformation และ Misinformation ขณะที่พลังงานต้องมีความเพียงพอ เหมาะสม และสะอาด เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
สำหรับศักยภาพด้านดิจิทัลของประเทศไทย ข้อมูล IMD World Digital Competitiveness ระบุว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 29 จาก 69 เขตเศรษฐกิจในด้าน Technology อันดับที่ 37 ด้าน Knowledge และอันดับที่ 45 ด้าน Future Readiness ซึ่งสะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสของไทยในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาคนและทักษะให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างความสามารถในการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลของ ETDA สะท้อนว่า SMEs ไทยยังอยู่ในกลุ่ม Digital Follower ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถนำ Digital มาใช้ได้มากขึ้น แต่ยังมีโจทย์ในการเชื่อมโยงทั้งระบบ Ecosystem ดังนั้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำ คือ การก้าวข้ามจาก Digital Adoption ไปสู่ Digital Transformation ทั้งด้าน People Transformation และ Process Transformation รวมถึงการนำเทคโนโลยีไปสร้าง Business Model ใหม่ ๆ
นางศุภจี กล่าวว่า เมื่อภาคธุรกิจต้อง Transform ภาครัฐเองก็ต้อง Transform เช่นกัน ทั้งวิธีการทำงาน การให้บริการ และบทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยต้องขยับจาก Regulator ไปสู่ Ecosystem Builder และนำ Digital มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการใน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. Digital Government นำข้อมูลมาเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานเพื่อให้การทำงานและการตัดสินใจของภาครัฐแม่นยำและรวดเร็วขึ้น อาทิ การใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลจาก 23 หน่วยงานเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงกรณี Nominee ซึ่งช่วยลดการจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงดังกล่าวลงได้มากถึง 81% ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569
2. สร้าง Capability ให้ผู้ประกอบการ ผ่าน DBD Academy โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งด้านบัญชี สินค้าคงคลัง การตั้งราคา และการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน
และ 3. สร้าง Future Ecosystem เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็กตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ และลดภาระของผู้ประกอบการ โดยใช้ Digital Capability และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเข้ามาช่วย
การสร้าง Runway ของประเทศไทยต้องดำเนินการทั้ง Inbound และ Outbound โดยด้าน Inbound ต้องปรับมุมมองจาก Tourism Economy สู่ Visitor Economy ไม่มองผู้ที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นเพียงนักท่องเที่ยว แต่ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม ทั้งการรักษาพยาบาล การศึกษา การทำงาน การพำนักระยะยาว หรือการท่องเที่ยว และออกแบบระบบบริการให้ตอบโจทย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและทำให้ผู้มาเยือนใช้เวลาและใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น
พร้อมกันนี้ ไทยควรมุ่งสู่การเป็น Tech Talent Destination ดึงดูดผู้ที่มีความรู้และทักษะด้าน Digital Technology เข้ามาอยู่และทำงานในประเทศไทย เพื่อเสริมกำลังคนและองค์ความรู้ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศทั้งด้านสุขภาพ Wellness อาหาร การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิต
ส่วนด้าน Outbound ไทยใช้บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อน ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน โดยการเจรจาได้ข้อสรุปแล้ว และจะช่วยสร้างกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งด้านการชำระเงิน การเชื่อมโยงระบบดิจิทัล และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
“ประเทศไทยมีประชากร 60 กว่าล้านคน แต่หากเราสามารถเชื่อมอาเซียนเข้าด้วยกันได้ จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน โดยใช้ Digital Framework เป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อกัน”
อย่างไรก็ตามการสร้างอนาคตของประเทศไทยไม่สามารถทำได้โดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยอย่างน้อยต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน 3 องค์ประกอบ คือ เศรษฐกิจต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ธุรกิจต้องสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกด้วยความเป็นธรรม และคนไทยต้องมีทักษะที่พร้อมสำหรับอนาคต
“โลกกำลังเปลี่ยน และเราก็จะต้องเลือกที่จะมาปรับปรุงตัวเราให้เปลี่ยนไปให้ทันโลก เพราะอนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะรอคอยเท่านั้น แต่อนาคตเป็นสิ่งที่เราต้องลงมือสร้างด้วยกันตั้งแต่วันนี้” นางศุภจีกล่าว