“จระเข้” เดินหน้าสร้าง Ecosystem ตั้งแต่นวัตกรรมสินค้า Academy เครือข่ายร้านค้า ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Build Today, Beyond Tomorrow”
จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ปรับทิศทางธุรกิจรับตลาดก่อสร้างไทยปี 2569 ที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยหันมาให้ความสำคัญกับตลาดซ่อมแซม รีโนเวต และเคมีภัณฑ์ก่อสร้างเฉพาะทาง พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์สีเขียวและขยายตลาดต่างประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Build Today, Beyond Tomorrow” มุ่งสู่ Carbon Neutrality ปี 2045 และ Net Zero ปี 2050
ภาพรวมตลาดก่อสร้างไทยในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะทรงตัว โดยข้อมูลที่สรุปจาก SCB EIC ประเมินมูลค่าตลาดก่อสร้างรวมไว้ที่ประมาณ 1.41 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นโครงการภาครัฐประมาณ 860,000 ล้านบาท เติบโต 1% จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาเมือง ขณะที่โครงการภาคเอกชนอยู่ที่ประมาณ 550,000 ล้านบาท ลดลง 1% จากสต็อกที่อยู่อาศัยคงค้างและการชะลอตัวของตลาดระดับกลางถึงล่าง
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว จระเข้มองว่าการเติบโตของธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การก่อสร้างโครงการใหม่ แต่มีโอกาสจากตลาด Repair, Maintenance และ Renovation โดยเฉพาะการปรับปรุงโรงแรม อาคารพาณิชย์ ที่อยู่อาศัยเดิม และงานซ่อมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องการวัสดุที่ช่วยลดระยะเวลาการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพของหน้างาน
หนึ่งในความต้องการที่เพิ่มขึ้นคือโซลูชันสำหรับงานซ่อมที่ต้องเปิดพื้นที่กลับมาใช้งานได้รวดเร็ว จระเข้จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ก่อสร้างสำหรับงานเฉพาะทาง เช่น วัสดุซ่อมพื้นบางระดับประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับงานซ่อมพื้นที่ที่ต้องการลดระยะเวลาหยุดใช้งาน ขณะที่ระบบกันซึมและผลิตภัณฑ์ซ่อมแซมอื่น ๆ ครอบคลุมตั้งแต่งานที่อยู่อาศัยไปจนถึงงานโครงการขนาดใหญ่
นอกจากตลาดมืออาชีพแล้ว บริษัทยังขยายตลาดไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเองผ่านแบรนด์ Easy ซึ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ในขนาดกะทัดรัดและจัดชุดอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน โดยมุ่งตอบโจทย์งานซ่อมแซมขนาดเล็ก เช่น รอยร้าวหรือยาแนว รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยเดิมโดยไม่ต้องพึ่งช่างในทุกขั้นตอน
ด้านพอร์ตโฟลิโอ จระเข้จัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 5 แบรนด์หลัก ได้แก่ Jorakay USA สำหรับผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมและงานที่ต้องการมาตรฐานสูง Chalawan สำหรับตลาดที่เน้นความคุ้มค่า Gator หรือ Gecol สำหรับตลาดเคมีภัณฑ์ก่อสร้างและการส่งออก See J หรือสีจระเข้ ซึ่งเน้นผลิตภัณฑ์สีเชิงนิเวศ และ Easy สำหรับตลาด DIY
การพัฒนาสินค้าของบริษัทเน้นแนวคิด “Expert Innovation” หรือการพัฒนานวัตกรรมจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในหน้างาน ตั้งแต่งานปูกระเบื้องและยาแนว งานซ่อมพื้น งานกันซึม ไปจนถึงเคมีภัณฑ์สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพและอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์มากกว่าการลดต้นทุนด้วยการลดสเปกสินค้า
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางที่บริษัทเรียกว่า “Quality is Sustainability” ซึ่งมองว่าผลิตภัณฑ์ที่มีความทนทานและลดความจำเป็นในการซ่อมซ้ำ สามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากรและของเสียจากการก่อสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานมีความผันผวน
อีกหนึ่งแกนสำคัญคือการผลักดันผลิตภัณฑ์สีเขียว โดยบริษัทระบุว่า JORAKAY Green Products มีสัดส่วนยอดขายกว่า 63% และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านอาคารและสุขภาวะ เช่น LEED, WELL และ TREES รวมถึงผลิตภัณฑ์สีที่เน้นการลดสารระเหยอินทรีย์ หรือ VOCs เพื่อสนับสนุนคุณภาพอากาศภายในอาคาร
ในด้านกระบวนการผลิต บริษัทระบุว่าดำเนินมาตรการลดฝุ่นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมติดตั้ง Solar Cell ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในโรงงานได้มากกว่า 30% ตามข้อมูลของบริษัท ขณะที่การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมทั้งการลดการปล่อย CO2 การจัดการวัสดุและของเสีย รวมถึงโครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวและป่าชายเลน
จระเข้กำหนดกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเป็น 3P ได้แก่ Green Process ที่เน้นการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการใช้พลังงาน Green People ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรและช่างฝีมือ และ Green Planet ที่เน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูธรรมชาติ โดยตั้งเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2045 และ Net Zero GHG Emissions ภายในปี 2050
การพัฒนาคนเป็นอีกส่วนหนึ่งของระบบนิเวศธุรกิจ โดย JORAKAY Academy ได้ฝึกอบรมช่างและบุคลากรแล้วกว่า 30,000 คน ขณะที่เครือข่าย JORAKAY SHOP มีมากกว่า 2,000 แห่ง เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้าและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกใช้วัสดุให้เหมาะกับลักษณะงาน
สำหรับตลาดต่างประเทศ บริษัทวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจากประมาณ 15% เป็น 20% โดยให้ความสำคัญกับตลาด LMV ได้แก่ ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งถูกวางให้เป็นตลาดสำคัญจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและความต้องการวัสดุก่อสร้าง ขณะที่ลาวและเมียนมายังเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโต แต่ต้องบริหารความเสี่ยงจากค่าเงิน กฎระเบียบ และปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมือง
กลยุทธ์การขยายตลาดต่างประเทศจึงไม่ได้มุ่งเพียงการส่งออกสินค้า แต่เน้นการสร้างฐานธุรกิจและเครือข่ายในตลาดท้องถิ่น รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้งานผลิตภัณฑ์และการพัฒนาทักษะช่าง เพื่อสร้างมาตรฐานการใช้งานควบคู่กับการขยายตลาด
ในระดับองค์กร จระเข้กำหนด 5 แนวทางหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ Expert Innovation การพัฒนานวัตกรรมจากปัญหาหน้างาน, International Standard การยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล, Thailand Market Leader การรักษาความแข็งแกร่งในตลาดไทย, Global Expansion การขยายฐานธุรกิจต่างประเทศ และ Future Potential การสร้างโอกาสทางธุรกิจและ Growth Engine ใหม่
หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพที่บริษัทให้ความสำคัญคือห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ในส่วนการทดสอบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวัสดุก่อสร้าง โดยบริษัทระบุว่าสามารถรองรับการทดสอบสำหรับบุคคลภายนอกได้ด้วย ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับสถานะ “แห่งเดียวในไทย” ควรอ้างอิงตามขอบข่ายการรับรองและเอกสารรับรองอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานและพัฒนานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ โดยมีการกล่าวถึงความร่วมมือกับ SCG ในด้าน Packaging Innovation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการและสนับสนุนแนวทางด้านความยั่งยืน
ทิศทางทั้งหมดสะท้อนการปรับโมเดลธุรกิจจากการเน้นปริมาณการขายวัสดุก่อสร้างไปสู่การนำเสนอ “Solution” ที่ครอบคลุมสินค้า ความรู้ การฝึกอบรม และบริการ โดยมีตลาดซ่อมแซมและรีโนเวตเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญในช่วงที่ตลาดก่อสร้างใหม่ชะลอตัว
สำหรับจระเข้ การเติบโตในระยะต่อไปจึงอยู่บน 3 แกน ได้แก่ การสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมเฉพาะทาง การขยาย Ecosystem ผ่านเครือข่ายสินค้าและบุคลากร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ “Build Today, Beyond Tomorrow” ซึ่งบริษัทใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 และระยะต่อไป