ยูโอบีชี้ 5-10 ปีโลกเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ ธุรกิจไทยเร่งปรับตัวรับภูมิรัฐศาสตร์

ยูโอบีชี้ 5-10 ปีโลกเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ ธุรกิจไทยเร่งปรับตัวรับภูมิรัฐศาสตร์
ยูโอบีเปิด 4 แนวทางรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน ชู “กระจายตลาด-ยืดหยุ่นซัพพลายเชน-ลงทุน AI-เร่ง ESG” เสริมธุรกิจไทย

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดงานดินเนอร์ทอล์ค “Thailand Business Outlook 2026: Navigating a New Wave of Global Uncertainty” ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การค้า การลงทุน และแนวทางรับมือความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

ข้อมูลจาก UOB Business Outlook Study 2026 ซึ่งนำมาใช้ประกอบการเสวนา ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยมากกว่า 3 ใน 5 ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ แต่ความท้าทายเริ่มเปลี่ยนจากปัจจัยภายในประเทศไปสู่ความเสี่ยงจากภายนอกมากขึ้น โดยเฉพาะความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ความไม่แน่นอนในปัจจุบันทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและทบทวนกลยุทธ์การเติบโต โดยผู้ประกอบการไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต หากสามารถเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส ผ่านการกระจายตลาด การสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนใน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน

ด้าน ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านของระเบียบเศรษฐกิจโลก (Global Economic Order) ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ มาตรการกีดกันทางการค้า การเกิดขึ้นของพันธมิตรทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ รวมถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และวัตถุดิบ

ดร.กิริฎากล่าวว่า ภายใต้บริบทดังกล่าว ธุรกิจจำเป็นต้องปรับจากการเน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับความไม่แน่นอน โดยกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลาย ขณะเดียวกันไทยยังมีโอกาสต่อยอดศักยภาพด้านการผลิตอาหารและสินค้าเกษตร เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของโลก

สำหรับการเสวนาหัวข้อ “Navigating Strategic Priorities through Uncertainty” มีนางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ ดร.ปรีสาร รักวาทิน จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางการแข่งขันของธุรกิจไทย

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การกระจายตลาดและสร้างโอกาสจากการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยผู้ประกอบการไทยควรมองหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักบางประเทศและเพิ่มโอกาสการเติบโต

ขณะที่ การสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน กลายเป็นอีกประเด็นสำคัญ หลังความผันผวนด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อการจัดหาวัตถุดิบและการผลิต ธุรกิจจึงต้องพิจารณาการกระจายแหล่งจัดหา การขยายฐานผู้ผลิต และการใช้เครือข่ายในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยง

ด้าน ดิจิทัลและ AI มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน โดยการพัฒนาทักษะบุคลากรควบคู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีมาตรฐานและปลอดภัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ

ส่วน ความยั่งยืนและ ESG กำลังกลายเป็นปัจจัยทางธุรกิจที่มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG ธุรกิจไทยจึงต้องยกระดับประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของคู่ค้าและนักลงทุน

เวที “Thailand Business Outlook 2026” จึงสะท้อน 4 แนวทางสำคัญสำหรับธุรกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอน ได้แก่ กระจายตลาด ลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล และยกระดับ ESG เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลกในระยะต่อไป

TAGS: #UOB #ยูโอบี #ThailandBusinessOutlook2026