สศช.เผยภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2569 การจ้างงานเพิ่มต่อเนื่อง 41.5 ล้านคน ขณะที่หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดเหลือ 85.9% แต่ยังต้องจับตาว่างงานระยะยาว เอลนีโญกระทบภาคเกษตร และหนี้ SMLs เสี่ยงไหลเป็น NPL
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2569 ว่า ภาพรวมปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงานและภาระหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ลดลง
ด้านแรงงาน มีผู้มีงานทำ 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยขยายตัวทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะสาขาก่อสร้างที่ขยายตัวสูงสุด อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานเพิ่มเป็น 0.95% หรือราว 4 แสนคน ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานเพิ่ม 8% และผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่ม 11.3% สะท้อนว่ายังมีความเปราะบางในตลาดแรงงาน
สศช.ระบุ 3 ประเด็นแรงงานที่ต้องเร่งรับมือ ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 ต.ค. 2569 ครอบคลุมสถานประกอบการเกือบ 1.1 แสนแห่ง และลูกจ้าง 5.7 ล้านคน โดยรัฐต้องเร่งสร้างความเข้าใจและเตรียมระบบรองรับ
ประเด็นที่สองคือผลกระทบจากเอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2569 และอาจต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2570 โดยช่วง 1 เม.ย.-9 ก.ค. 2569 มีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว 5 จังหวัด รวม 8,646 ไร่ เกษตรกร 4,453 ราย ขณะที่ Krungthai COMPASS ประเมินความเสียหายภาคเกษตรอาจสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท โดยข้าวเสียหายราว 4.3 หมื่นล้านบาท และรายได้เกษตรกรปีนี้อาจลดลง 8% ซึ่งอาจผลักดันให้แรงงานบางส่วนย้ายไปทำงานนอกภาคเกษตร
ส่วนประเด็นที่สาม คือการลักลอบทำอาชีพสงวน โดยปีงบประมาณ 2569 พบผู้กระทำผิด 3,217 ราย เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อน จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย
สำหรับหนี้ครัวเรือน ซึ่งอ้างอิงข้อมูลไตรมาส 1/2569 มีมูลค่า 16.41 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.5% ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงเหลือ 85.9% ขณะที่ NPLs จากข้อมูลเครดิตบูโรอยู่ที่ 1.25 ล้านล้านบาท หรือ 9.20% ของสินเชื่อรวม ลดจาก 9.59% ในไตรมาสก่อน และ NPLs ในระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 1.70 แสนล้านบาท หรือ 3.25%
อย่างไรก็ตาม สศช.เตือนให้จับตา SMLs หรือสินเชื่อค้างชำระ 31-90 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและมีโอกาสไหลเป็น NPL ในอนาคต รวมถึงพฤติกรรมกู้ซื้อบ้านหลายหลัง และลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกลับมาชำระได้ตามปกติเพียง 15% ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการป้องกันการสะสมของหนี้เสียในระบบ