ฮอนด้าขอรัฐทบทวนภาษี นำเข้ารถญี่ปุ่นติด 80% หวั่นราคาสูงกระทบตลาด

ฮอนด้าขอรัฐทบทวนภาษี นำเข้ารถญี่ปุ่นติด 80% หวั่นราคาสูงกระทบตลาด
ฮอนด้าเดินหน้าลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาท เตรียมผลิตรถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 2 รุ่นในไทย เพิ่มกำลังผลิตโรงงานปราจีนบุรีเป็น 1.5 แสนคันต่อปี พร้อมขอรัฐขยายกรอบเวลาภาษีไฮบริดรุ่นปัจจุบัน และปรับฐานภาษีนำเข้า

นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทเปิดตัว Honda Super-ONE รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคัน หรือ CBU เพื่อทำตลาดในประเทศไทยล็อตแรกจำนวน 30 คัน ถือเป็นการทดลองตลาดเพื่อประเมินความสนใจของผู้บริโภคไทยต่อรถยนต์รุ่นใหม่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณานำเข้ารถยนต์รุ่นอื่นในอนาคต

สำหรับ Honda Super-ONE ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะมีการนำเข้ามาจำหน่ายเพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากต้องรอดูการตอบรับจากตลาดก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทแม่ยังมีกำลังการผลิตเพียงพอ หากตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้น

นายโคจิ กล่าวว่า ข้อจำกัดสำคัญของการนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นในปัจจุบันคือภาษีนำเข้าที่อยู่ในระดับประมาณ 80% ส่งผลให้ต้นทุนและราคาจำหน่ายรถยนต์ CBU อยู่ในระดับสูง แม้รถยนต์บางรุ่น เช่น Honda Jazz, Fit และ Stepwgn จะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคไทยก็ตาม

ที่ผ่านมา ฮอนด้าได้ร่วมกับผู้ประกอบการรถยนต์ญี่ปุ่นอีก 5 ราย หอการค้าญี่ปุ่น และหน่วยงานภาครัฐ หารือถึงแนวทางปรับลดหรือปรับฐานภาษีนำเข้ารถยนต์ เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ส่วนรถยนต์ไฮบริด ฮอนด้าอยู่ระหว่างหารือกับภาครัฐเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ภาษีสรรพสามิตใหม่ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ผลิตเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ โดยฮอนด้าต้องการให้ภาครัฐพิจารณาขยายกรอบเวลาสำหรับรถยนต์ไฮบริดรุ่นปัจจุบันที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ใหม่

ปัจจุบันฮอนด้าผลิตรถยนต์ในประเทศไทยทั้งหมด 6 รุ่น แต่มี 4 รุ่นที่ยังไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่ได้ ขณะที่บริษัทมีแผนลงทุนเพื่อเตรียมการผลิตชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อนสำหรับรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อม

นายโคจิ กล่าวว่า หากรถยนต์ไฮบริดรุ่นปัจจุบันต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนและราคาจำหน่าย และอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์เทคโนโลยีไฮบริดได้ยากขึ้น จึงต้องการให้มีการพิจารณาขยายระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถเตรียมความพร้อมด้านการผลิตได้อย่างเหมาะสม

สำหรับแผนธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า ฮอนด้าตั้งเป้าหมายทยอยเปลี่ยนผ่านผลิตภัณฑ์ไปสู่รถยนต์อัจฉริยะที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ โดยเตรียมลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 12,000 ล้านบาท สำหรับการผลิตรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ภายใต้เทคโนโลยีไฮบริดดังกล่าว

การลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพโรงงานฮอนด้าที่จังหวัดปราจีนบุรี จากปัจจุบันผลิตรถยนต์ได้ 6 รุ่น เป็น 8 รุ่น และเพิ่มกำลังการผลิตจากประมาณ 110,000 คันต่อปี เป็น 150,000 คันต่อปีภายในปี 2572

ด้านยอดขาย ฮอนด้าคาดว่าปี 2569 จะมียอดขายประมาณ 73,000 คัน จากตลาดรถยนต์รวมที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 663,500 คัน และตั้งเป้าว่าในปี 2572 ยอดขายฮอนด้าจะกลับมาอยู่ในระดับมากกว่า 100,000 คัน

นายโคจิ กล่าวว่า แผนลงทุนและการพัฒนารถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่สะท้อนถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตของฮอนด้า แม้ตลาดรถยนต์ไทยจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากผู้ผลิตรถยนต์จีน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี หลักเกณฑ์ภาษีใหม่ และภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน

TAGS: #Honda #ฮอนด้า #รถยนต์ฮอนด้า #รถยนต์ไฮบริด #Hybrid #HondaThailand #อุตสาหกรรมยานยนต์