เตือนรัฐบาลยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันหวั่นย้อนทำลายความมั่นคง

เตือนรัฐบาลยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันหวั่นย้อนทำลายความมั่นคง
"คุรุจิต" ชี้สถานการณ์น้ำมันคลี่คลายไร้ปัญหาขาดแคลน แนะทบทวนคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน เปลี่ยนเป็นระบบอนุญาต เตือนแทรกแซงราคาโรงกลั่นบั่นทอนการลงทุนและกระทบศักยภาพอุตสาหกรรมโรงกลั่นไทยในระยะยาว.

นายคุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ด้านความมั่นคงทางพลังงานของไทยเริ่มคลี่คลายในกรณีปริมาณน้ำมันมีเพียงพอหลังได้รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่าน ตอนนี้ปริมาณน้ำมันไม่ได้ขาดแคลน แม้ว่าซัพพลายจากตะวันออกกลางจะหายไป 20% มีเพียงปัญหาราคาน้ำมันตลาดโลกแพงขึ้น

ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป กรณีที่รัฐบาลอาศัยกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ห้ามผู้ค้าน้ำมันส่งออกน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชนิด Jet A-1 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว ออกจากราชอาณาจักร เพื่อป้องกันมิให้ประเทศไทยเกิดการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ควรมีการทบทวน

ทั้งนี้การห้ามโรงกลั่นส่งออกน้ำมัน ส่งผลกระทบหลายด้าน อาทิ โรงกลั่นไม่สามารถระบายน้ำมันส่วนเกินได้ จึงต้องหาที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น และโรงกลั่นจำเป็นต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบลดลง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการผลิตที่ปรับลดลง รวมทั้งน้ำมันส่วนเกินที่ส่งออกไม่ได้ ย่อมกระทบต่อรายได้ส่งออกของประเทศ ซึ่งตัวเลขในปี 2568 ไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 12,616 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 242,395 ล้านบาท จัดเป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 12 ของประเทศโดยส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐควรเร่งพิจารณาให้โรงกลั่นสามารถส่งออกน้ำมันส่วนเกินได้แล้ว ทั้งกลุ่มน้ำมันเบนซิน ดีเซล และ Jet A-1 โดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน ที่ควรได้รับอนุญาตส่งออก เพราะประเทศไทยใช้น้ำมันเบนซิน คิดเป็น 1 ส่วน แต่ใช้ดีเซล คิดเป็น 3 ส่วน ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด

ขณะที่น้ำมันอากาศยาน ต้องพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจ จำนวนคนเดินทางมากหรือไม่ ส่วนน้ำมันดีเซล อาจส่งออกบางส่วน อย่างไรก็ตามหากนโยบายส่งเสริมรถยนต์ EV ประสบความสำเร็จ ก็จะมีปริมาณน้ำมันเหลือในระบบ

ทั้งนี้นโยบายห้ามส่งออกน้ำมันเป็นมาตรการที่เหมาะสมในภาวะฉุกเฉินไม่จำเป็นจะต้องเหมาะสมตลอดไป จุดอ่อนของคำสั่งฯห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปฉบับนี้คือเป็นคำสั่งที่ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ทั้งๆที่สถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะตื่นตระหนกเหมือนเมื่อเดือนมีนาคมอีกต่อไป

ขณะที่ข้อเสียที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การห้ามส่งออน้ำมัน บั่นทอนความมั่นคงด้านพลังงาน แทนที่จะเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยเหตุผลคือ เมื่อโรงกลั่นส่งออกน้ำมันส่วนเกินไม่ได้ ถังเก็บน้ำมันจะเต็มเร็วขึ้น โรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิตลง และเมื่อลดกำลังการผลิต ก็ต้องลดแผนจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า การจัดหาน้ำมันดิบไม่ใช่เรื่องที่สั่งวันนี้แล้วได้พรุ่งนี้ แต่ต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นสองเดือน ทั้งการสั่งทำสัญญาซื้อขาย จองเรือขนส่ง ทำประกันภัย การขนถ่าย การจัดการคุณภาพน้ำมันดิบและวางแผนการตลาด

ดังนั้นหากโรงกลั่นลดการนำเข้าน้ำมันดิบเพราะส่งออกผลิตภัณฑ์ไม่ได้ ประเทศจะมีความยืดหยุ่นด้านปริมาณสำรองด้วยจำนวนวันที่จะมีน้ำมันใช้น้อยลง กลายเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานในประเทศที่เกิดจากนโยบายที่ไม่ยืดหยุ่นนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเก็บน้ำมันไว้ในประเทศโดยไม่ให้ระบายออกเลย อาจดูเหมือนเพิ่มความมั่นคงในระยะสั้น”

นายคุรุจิต กล่าวว่าข้อเสนอที่เหมาะสมในขณะนี้ไม่ใช่การยกเลิกการกำกับดูแลทั้งหมด แต่ควรยกเลิก “ข้อห้ามส่งออกแบบทั่วไปและไม่มีกำหนดสิ้นสุด” แล้วเปลี่ยนเป็นระบบอนุญาตส่งออกภายใต้เงื่อนไขความมั่นคงพลังงานที่ชัดเจน เช่น 1. ต้องมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปขั้นต่ำตามจำนวนวันใช้จริงในประเทศ

2. ต้องให้ความสำคัญกับการขายในประเทศก่อนการส่งออก 3. ต้องรายงานปริมาณผลิต ใช้ในประเทศ สต็อก ส่งออก และนำเข้าต่อกรมธุรกิจพลังงานเป็นรายสัปดาห์ในช่วงที่สถานการณ์ยังเปราะบาง 4. หากสต็อกผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น ดีเซล เบนซิน Jet A-1 หรือ LPG ต่ำกว่าระดับเตือนภัย รัฐบาลสามารถระงับหรือจำกัดการส่งออกเฉพาะรายการนั้นได้ทันที และ 5) ต้องมีระบบติดตามการกักตุนและการเคลื่อนย้ายน้ำมันข้ามชายแดนอย่างใกล้ชิด

ส่วนกรณีที่กระทรวงพลังงาน มีนโยบายปรับลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร มองว่าเป็นการแทรกแซงตลาด หากดำเนินการแทรกแซงตลาดก็จะทำตลอดไป และในอนาคตอาจทำให้อุตสาหกรรมโรงกลั่นไม่สามารถอยู่ได้ ขณะเดียวกันจะไม่มีการลงทุนใหม่ๆเกิดขึ้นในอนาคต

 

TAGS: #ห้ามส่งออกน้ำมัน #แทรกแซงราคา #โรงกลั่นน้ำมัน