ลุยปราบนอมินีธุรกิจท่องเที่ยวชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง 5 จังหวัดจับพิรุธ 33 ราย

ลุยปราบนอมินีธุรกิจท่องเที่ยวชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง 5 จังหวัดจับพิรุธ 33 ราย
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือกรมการท่องเที่ยว ยกระดับปราบปรามธุรกิจนำเที่ยวที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีของชาวต่างชาติ นำ AI คัดกรองปรับเข้มเกณฑ์จดทะเบียนปิดช่องโหว่กฎหมาย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี เข้าร่วมประชุมกับรองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ของคนต่างด้าว โดยประเด็นหลักของการหารือประกอบด้วย

1.แนวทางและมาตรการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าวตามนโยบายของรัฐบาล 2. แนวทางในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการตรวจสอบ ติดตามการดำเนินงานของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึง การดูแลนักท่องเที่ยว

ทั้ง 2 หน่วยงานร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายและมีการใช้คนไทยเป็นนอมินี ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ทบทวนแนวปฏิบัติในการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยเฉพาะประเด็นที่บุคคลสัญชาติไทยปรากฏชื่อเป็นกรรมการในหลายบริษัทมากเกินปกติวิสัยที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถบริหารกิจการได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นช่องว่างของกฎหมายที่ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ซึ่งในส่วนของกรมการท่องเที่ยว ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว กล่าวคือ เป็นคุณสมบัติของนิติบุคคลในการขอรับใบอนุญาตฯ (บุคคลสัญชาติไทยที่เป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นหุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น กรรมการ/ผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอให้มีการพิจารณาประวัติการศึกษา การประกอบอาชีพ และฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น ข้อมูลรายได้ ประวัติการชำระภาษีเงินได้ประจำปีย้อนหลัง 3 ปี โดยอาจกำหนดให้มีกลไกการคัดกรองผ่านการสัมภาษณ์จากกรมการท่องเที่ยวก่อนได่รับใบอนุญาตนำเที่ยว การดำเนินการดังกล่าว ให้รวมถึงกรณีที่มีกา เปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลด้วย

 2. พัฒนาระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบออนไลน์แบบ Real Time พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือน เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของนิติบุคคลได้อย่างทันท่วงที  3.การจัดทำฐานข้อมูลร้านค้าและสถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ภาพรวมของเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนเฝ้าระวังการผูกขาดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยคนไทยเป็นนอมินี รวมถึงการเลี่ยงภาษีหรือฟอกเงิน โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการตรวจสอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ร่วมลงนาม MOU การแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) เพื่อเป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียน/รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่มีคนไทยเป็นนอมินี โดยได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้ง *การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน *การลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยวที่มีพฤติกรรมในลักษณะที่อาจจะเข้าข่ายนอมินี *สร้างกลไกการทำงานร่วมกันในการเฝ้าระวัง ป้องกันและปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฯ

การบูรณาการการทำงานเน้นการปฏิบัติ 2 ด้าน คือ (1) ด้านการป้องกัน บูรณาการความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนาเทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์และคัดกรองกลุ่มเสี่ยง จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมในการกำกับดูแลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง และสร้างการรับรู้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นตัวแทนอำพรางให้แก่คนต่างด้าว (2) ด้านการปราบปราม มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเคร่งครัด โดยบูรณาการข้อมูลและพยานหลักฐานระหว่างหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี ตรวจสอบและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

 สำหรับในช่วง  6  เดือนแรกของปี (มกราคม - มิถุนายน) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการท่องเที่ยว และหน่วยงานที่ร่วมลงนาม MOU ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ และกรุงเทพมหานคร พบกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินี 33 ราย ในจำนวนนี้ พบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ หรือผู้ถือหุ้น จนขาดคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวของ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 4 ราย ส่วนจำนวนที่เหลือ 29 ราย ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งหากพบมีการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย แต่ละหน่วยงานจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 “การแก้ไขปัญหานอมินีธุรกิจนำเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนอมินียุคปัจจุบันมีพัฒนาการใช้วิธีการที่แนบเนียนปิดบังเจ้าหน้าที่รัฐในการลงพื้นที่ตรวจสอบ การจะปราบปรามธุรกิจนอมินีต้องอาศัยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นกรอง ติดตาม เฝ้าระวัง ธุรกิจกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”