วิกฤตพลังงานโลกโจทย์ใหม่กองทุนน้ำมันฯ ภาครัฐต้องปรับวิธีคิด จากการตรึงราคาน้ำมัน สู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก คุมเพดานชดเชย รื้อเกณฑ์อะไรคือภาวะวิกฤติ สร้างคลังสำรองน้ำมัน และผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพ
สงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2565 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลักไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้
ภาครัฐจึงเลือกใช้ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" เป็นกลไกสำคัญในการตรึงราคาดีเซลและก๊าซหุงต้ม เพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนและลดผลกระทบต่อต้นทุนภาคธุรกิจ
มาตรการดังกล่าวช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติได้จริง แต่สิ่งที่ต้องแลกกลับมาคือภาระทางการเงินของกองทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนฐานะกองทุนติดลบสะสมหลักแสนล้านบาท และต้องกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินงาน
ในเวลาที่หลายฝ่ายเริ่มเชื่อว่าวิกฤติพลังงานกำลังคลี่คลาย โลกกลับต้องเผชิญความตึงเครียดระลอกใหม่จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางที่มีปริมาณการขนส่งน้ำมันเกือบหนึ่งในห้าของโลก หากเกิดการปิดช่องแคบหรือการขนส่งหยุดชะงัก แม้เพียงช่วงสั้น ๆ ก็อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นทันที
เหตุการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็น "บททดสอบครั้งใหม่" ของกองทุนน้ำมัน และทำให้ภาครัฐกลับมาทบทวนว่า วิธีบริหารกองทุนในอดีตยังเหมาะสมกับโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนหรือไม่
บทเรียนสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้น คือ กองทุนน้ำมันไม่สามารถทำหน้าที่เป็น "กระเป๋าเงินไม่มีลิมิต" เพื่ออุดหนุนราคาพลังงานได้ตลอดไป เพราะหากใช้เงินชดเชยตามราคาตลาดโลกโดยไม่มีขีดจำกัด ไม่เพียงทำให้ฐานะกองทุนอ่อนแอลง แต่ยังลดศักยภาพในการรับมือกับวิกฤติครั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
จากปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้มีแนวคิดกำหนด "เพดานการชดเชย" ให้ชัดเจน เพื่อควบคุมภาระของกองทุน แม้อาจต้องยอมรับว่าราคาขายปลีกน้ำมันในบางช่วงจะสูงขึ้นกว่าที่ประชาชนคุ้นเคย แต่แลกกับการรักษาเสถียรภาพของกองทุนให้สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกรับมือวิกฤติได้อย่างต่อเนื่อง
อีกบทเรียนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากช่วงสงครามสหรัฐ-อิหร่านคือ การประกาศตรึงราคาน้ำมันล่วงหน้าเป็นเวลานาน แม้มีเจตนาช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชน แต่กลับส่งผลตรงกันข้าม เพราะกลายเป็นสัญญาณให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนเร่งกักตุนน้ำมันล่วงหน้า จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า "ความต้องการเทียม" หรือ Fake Demand ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นผิดปกติจากประมาณ 60 ล้านลิตรต่อวัน เป็นกว่า 85 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้ภาระของกองทุนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวนำไปสู่แนวคิดใหม่ว่า หากจำเป็นต้องแทรกแซงราคา ควรตรึงราคาเพียงช่วงสั้นประมาณ 5-7 วัน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัว แต่ไม่นานพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไรจากส่วนต่างราคา
นอกจากการบริหารเงินแล้ว ภาครัฐยังมองเห็นความจำเป็นในการปรับกติกาการประกาศ "ภาวะวิกฤติด้านพลังงาน" ใหม่ เนื่องจากเกณฑ์เดิมที่กำหนดให้ราคาดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร หรือ LPG เกิน 363 บาทต่อถัง ถือเป็นระดับวิกฤติ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบันที่ราคาพลังงานอยู่เหนือระดับดังกล่าวเป็นเวลานานเพราะราคาดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตรไปแล้ว มาอยู่ที่ 37.50 บาทต่อลิตร ขณะที่ LPG จากราคา 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม มาอยู่ที่ราคาปัจจุบัน 423 บาทต่อถัง
ดังนั้นการปรับเกณฑ์ใหม่จึงมีเป้าหมายเพื่อให้การใช้เงินกองทุนเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติรุนแรงจริง ๆ ไม่ใช่ใช้เป็นมาตรการประจำ
โดยปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมั้นฯ ล่าสุด ณ วันที่ 21 มิ.ย. 2569 กองทุนฯ ติดลบรวม 57,933 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม 18,904 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบรวม 39,029 ล้านบาท
ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากปิดช่องแคบฮอร์มุซยังสะท้อนว่า การรับมือวิกฤติพลังงานไม่ควรพึ่งพา"เงินสด" จากกองทุนอีกต่อไป แต่ควรสร้างเครื่องมือใหม่ควบคู่กัน เช่น การจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) เพื่อสำรองน้ำมันไว้ในช่วงราคาต่ำ และนำออกมาใช้เมื่อเกิดวิกฤติ ลดความจำเป็นในการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเข้าอุดหนุนราคา
นอกจากนี้อีกประเด็นที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ การส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ เดิมทีการส่งเสริมเอทานอลและไบโอดีเซล(บี100) มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยดูดซับผลผลิตภาคเกษตร แต่หลังจากผ่านวิกฤติพลังงานหลายระลอก แนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นการมองเชื้อเพลิงชีวภาพในฐานะเครื่องมือสร้าง "ความมั่นคงทางพลังงาน" เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ แม้หลังเดือนกันยายน 2569 กฎหมายจะสิ้นสุดการชดเชยโดยตรง แต่กองทุนยังสามารถใช้กลไกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนในอัตราที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเลือกใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพต่อไป
เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นว่า วิกฤติรัสเซีย-ยูเครนได้สอนให้ไทยรู้ว่า การอุดหนุนราคาพลังงานแบบเต็มรูปแบบมีต้นทุนสูงเพียงใด ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังเตือนว่า วิกฤติด้านพลังงานอาจเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ
ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการปรับหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนน้ำมัน แต่คือการเปลี่ยนแนวคิดในการบริหารทั้งระบบ จากเดิมที่มุ่ง "ตรึงราคาให้ต่ำที่สุด" ไปสู่การสร้าง "ภูมิคุ้มกันด้านพลังงาน" ให้ประเทศ ผ่านการใช้เงินกองทุนอย่างมีเป้าหมาย การกำหนดเกณฑ์การแทรกแซงที่ชัดเจน การสร้างคลังสำรองน้ำมัน การส่งเสริมเชื้อเพลิงทางเลือก และการปล่อยให้กลไกราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น
เพราะในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โจทย์ของกองทุนน้ำมันในวันนี้ จึงไม่ใช่การทำให้น้ำมัน "ถูกที่สุด" แต่คือการทำให้ประเทศไทย "พร้อมที่สุด" เมื่อวิกฤติพลังงานครั้งต่อไปมาถึง