กสิกรไทยชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 69 ผ่านจุดต่ำสุด ได้ดิจิทัลวอลเล็ตประคองไตรมาส 3 เตือนปลายปีเงินเฟ้อพุ่ง 4.8% ด้านภาคการเงินเผยลูกหนี้กังวลหนี้เก่าตึงตัว
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง การชะลอตัวของภาคการผลิต การฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงของภาคท่องเที่ยว ตลอดจนแรงกดดันจากการแข่งขันทางเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
ในการแถลงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาส 2 ปี 2569 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย คณะผู้บริหารประกอบด้วย นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นางสาวณัฐพร ตรีศิริกุล นางสาวเกวลิน หวังพิชยสุข และนางสาวธัญลักษณ์ วัชรชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่แม้จะยังสามารถเติบโตได้ แต่กำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.0% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 ไปแล้ว และจะได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังเป็นการเติบโตในลักษณะกระจุกตัว โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังเผชิญข้อจำกัดรอบด้าน
นางสาวณัฐพร ตรีศิริกุล กล่าวว่า ปัจจัยที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อจากนี้ยังคงเป็นปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางราคาพลังงานโลก แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาณบวกจากการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน แต่ยังต้องติดตามผลการหารือในช่วง 60 วันข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมโครงการนิวเคลียร์ การอายัดทรัพย์สิน และความมั่นคงของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุส
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าสูงกว่าระดับเฉลี่ยในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าราคาน้ำมันอาจไม่กลับไปอยู่ที่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเหมือนในอดีตอีกต่อไป
ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องส่งผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อของไทย โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1% จากระดับติดลบ 0.1% ในปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 เนื่องจากผู้ประกอบการเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนการผลิตไปยังราคาสินค้าและบริการหลังจากแบกรับต้นทุนมาระยะหนึ่งแล้ว
แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายในหมวดอาหารและเครื่องดื่มในช่วงไตรมาส 3 แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ามาตรการดังกล่าวมีผลในเชิงประคับประคองมากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากกำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือสถานการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ซึ่งในเดือนเมษายน 2569 ประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยสาเหตุหลักมาจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการนำเข้าพลังงาน เครื่องจักร และวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยี ขณะที่รายได้จากภาคบริการและรายได้ปฐมภูมิยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
แม้ว่าการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้ดี โดยเติบโตประมาณ 14% และไตรมาสแรกเติบโตถึง 20% แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนว่าการเติบโตส่วนหนึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ Front Loading หรือการเร่งส่งออกล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เกิดจากการฟื้นตัวของอุปสงค์โลกเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวลง
ความเสี่ยงสำคัญยังมาจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น Section 232, Section 122 และ Section 301 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกไทยหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มยางล้อ ชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก เฟอร์นิเจอร์ อาหารสัตว์เลี้ยง ข้าว และเครื่องปรับอากาศ
ในภาคการผลิต นางสาวเกวลิน หวังพิชยสุข ระบุว่า ผู้ประกอบการกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะซัลเฟอร์ ทองแดง และอะลูมิเนียม ซึ่งได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการส่งออกของจีนและความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก
ราคาซัลเฟอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 186% หลังจีนจำกัดการส่งออก ขณะที่ LNG JKM ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 51% ส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมโดยตรง ส่วนราคาพอลิเอทิลีนและพอลิโพรพิลีนในกลุ่มปิโตรเคมีก็ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน
ผลจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ที่ระดับ -0.5% โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ และวัสดุก่อสร้าง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) ในเดือนพฤษภาคมลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี สะท้อนความกังวลของผู้ประกอบการต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ด้านภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 ลงเหลือ 30 ล้านคน จาก 33 ล้านคนในปีก่อนหน้า เนื่องจากตลาดระยะไกล โดยเฉพาะยุโรป ยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด ขณะที่ต้นทุนการเดินทางและราคาพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว
แม้ว่าตลาดจีนจะฟื้นตัวเพิ่มขึ้นราว 30% และมีสัดส่วนประมาณ 20% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการหายไปของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล โดยความหวังของภาคการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจะอยู่ที่การจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ เช่น การประชุม IMF-World Bank Group การประชุม Global Wellness Summit และเทศกาล Tomorrowland
ในส่วนของภาคการเงิน นางสาวธัญลักษณ์ วัชรชัยสุรพล กล่าวว่า ภาวะต้นทุนทางการเงินทั่วโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3.30% จากระดับ 2.19% ในช่วงต้นปี ส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น
ตลาดหุ้นกู้ยังเผชิญความแตกต่างด้านการเข้าถึงเงินทุนอย่างชัดเจน โดยบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A ถึง AAA ยังคงสามารถระดมทุนได้ในอัตราความสำเร็จมากกว่า 95% ขณะที่กลุ่ม Below Investment Grade และ Non-Rated มีอัตราความสำเร็จเพียง 50-60%
สำหรับระบบธนาคารพาณิชย์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อรวมในปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว 0.7% มาเป็นขยายตัว 0.5% อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังเกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และภาครัฐ ขณะที่สินเชื่อ SME สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อรถยนต์ยังคงหดตัวต่อเนื่อง
แม้ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของระบบธนาคารจะยังทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 3% แต่เป็นผลจากการเร่งปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 มากกว่าการฟื้นตัวของความสามารถในการชำระหนี้ โดยข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) พบว่าหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคบริการ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 86.8% ของพอร์ตหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างทั้งหมด
นอกเหนือจากประเด็นเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกจากกระแส AI ที่กำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนดการแข่งขันระหว่างประเทศ
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยการแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับบริษัท แต่ขยายไปสู่ระดับประเทศ
AI ต้องอาศัยห่วงโซ่ทรัพยากรขนาดใหญ่ ตั้งแต่พลังงาน ชิป ศูนย์ข้อมูล โมเดลปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงแอปพลิเคชัน ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้า ที่ดิน น้ำ ทองแดง และแร่สำคัญอื่น ๆ
ภาวะดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Price Insensitive Investment หรือการลงทุนที่ไม่คำนึงถึงต้นทุน เนื่องจากหลายประเทศมองว่า AI เป็นประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลถูกดึงเข้าสู่ภาคเทคโนโลยี และผลักดันให้ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
อีกหนึ่งแนวคิดที่ได้รับการกล่าวถึงคือโครงการ Orbital Data Center หรือศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านพลังงานและการระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูลบนโลก โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ตลอด 24 ชั่วโมง และใช้การแผ่รังสีความร้อนออกสู่อวกาศโดยตรงผ่านระบบแอมโมเนียเหลว
นายบุรินทร์ระบุว่า ในยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก ความต้องการแรงงานอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยแรงงานสายช่างเทคนิค เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างระบบน้ำ และผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาจกลายเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงและมีรายได้มากกว่าบุคลากรด้านเทคโนโลยีบางสาขา เนื่องจากเป็นกำลังสำคัญในการก่อสร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตของ AI
ทั้งนี้ การแถลงแนวโน้มเศรษฐกิจครั้งนี้นับเป็นครั้งสุดท้ายของนายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ ในฐานะผู้บริหารศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยได้ทิ้งข้อคิดสำคัญไว้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ทรัพยากรมีจำกัด แต่ความต้องการเทคโนโลยีไม่มีขีดจำกัด ประเทศและภาคธุรกิจที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และปรับตัวให้ทันกับคลื่นเทคโนโลยีใหม่ จะเป็นผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของเศรษฐกิจโลกในอนาคต