สมาคมค้าปลีกฯ เผยดัชนี พ.ค. ร่วงทุกหมวด เตือนมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ทำเม็ดเงินกระจุกตัว ดันร้านค้า-ร้านอาหารในระบบภาษียอดขายฮวบ 30-50% จี้รัฐปรับเงื่อนไขด่วนผ่านแนวคิด "ขยาย-สร้าง-รักษา"
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) เดือนพฤษภาคมปรับลดลงต่อเนื่องทุกหมวดหมู่ เหตุผลกระทบจากกำลังซื้อซบเซาและต้นทุนพุ่งสูง ขณะที่แนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้าผู้ประกอบการหวังมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่หวั่นเกิดภาวะเงินกระจุกตัวเฉพาะกลุ่ม ส่งผลร้านอาหาร-ร้านค้าขนาดกลางในระบบภาษียอดขายฮวบ 30–50% จี้รัฐทบทวนเงื่อนไขด่วน
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retail Sentiment Index: RSI) ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในทุกองค์ประกอบและทุกประเภทหมวดหมู่ร้านค้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอ และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจแนวโน้มในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กรกฎาคม-กันยายน) พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นสามารถกลับมาอยู่เหนือระดับ 50 จุดได้อีกครั้ง เนื่องจากผู้ประกอบการมีความคาดหวังว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” จะเข้ามาช่วยบรรเทาค่าครองชีพและประคองกำลังซื้อได้ในระยะสั้น
แม้ว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินสู่ร้านค้าขนาดเล็กและกลุ่มเปราะบางได้ดี แต่ทางสมาคมฯ พบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนทิศทาง โดยหันไปใช้สิทธิ์กับร้านค้ารายย่อยและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดผลกระทบเชิงลบขยายวงกว้าง ดังนี้:
-
ยอดขายร้านค้าในระบบภาษีทรุดหนัก: ร้านอาหารและร้านค้าขนาดกลางที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มียอดขายลดลงถึง 30–50% เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขของโครงการ
-
แบกรับต้นทุนรอบด้าน: ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นราว 15–20% รวมถึงค่าพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
-
จ่อปรับขึ้นราคาสินค้า: ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เตรียมทยอยปรับราคาสินค้าในหลายหมวดหมู่ขึ้นไม่เกิน 5% ซึ่งสะท้อนถึงภาวะ Cost-Push Inflation (เงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต) ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องตกอยู่ในสภาพ “ของแพง ค่าครองชีพสูง แต่อำนาจซื้อลดลง” และหวั่นว่าหากสิ้นสุดโครงการ กำลังซื้อจะกลับมาชะลอตัวลงรุนแรงกว่าเดิม
เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเงินกระจุกตัวและช่วยรักษาโครงสร้างเศรษฐกิจในภาพรวม สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงยื่นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการปรับปรุงเงื่อนไขโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในเฟสถัดไป ผ่าน 3 แกนหลัก คือ:
1. ขยายสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ (ขยาย)
เปิดโอกาสให้ร้านค้าทุกขนาด รวมถึงร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบภาษีถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพื่อกระจายเม็ดเงินให้หมุนเวียนไปถึงผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ที่เป็นกลุ่ม SME ไทยในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ควรพิจารณาเชื่อมโยงกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้สามารถใช้จ่ายในโมเดิร์นเทรดได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกสินค้าคุณภาพราคาประหยัดให้ประชาชน
2. สร้างแรงจูงใจในการเข้าระบบภาษี (สร้าง)
การออกแบบมาตรการที่ให้ประโยชน์แก่ร้านค้าในระบบภาษี จะเป็นแรงขับเคลื่อนและแรงจูงใจสำคัญให้ร้านค้าขนาดเล็กมองเห็นข้อดีและยินดีที่จะพัฒนาธุรกิจก้าวเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องในอนาคต สอดรับกับนโยบายของรัฐที่ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและระบบ AI เข้ามาใช้บริหารจัดการร้านค้า
3. รักษาสมดุลของการจ้างงาน (รักษา)
การขยายสิทธิ์ครอบคลุมธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ จะช่วยพยุงสภาพคล่องของภาคธุรกิจที่มีอัตราการจ้างงานรวมกันเป็นจำนวนมาก ให้สามารถรักษาระดับการจ้างงานต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อโดยรวมยังคงเปราะบาง
“เราเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลขยายขอบเขตการช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการในระบบภาษีในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งต่อไป จะเป็นการประคองทั้งธุรกิจฐานรากและธุรกิจที่ขับเคลื่อนโครงสร้างภาษีของประเทศให้รอดพ้นจากภาวะซบเซาไปด้วยกัน” นายณัฐ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยยืนยันความพร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐบาลและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับ เพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน