ธปท. เตรียมคลอดเกณฑ์ดัดหลังสินเชื่อ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” พบสถิติโตพุ่ง 100% ต่อเนื่อง 3 ปี ชี้กลุ่ม First Jobber เจ็บหนักสุด หนี้เสียพุ่ง 27% เล็งตีกรอบ“อายุ-ประเภทสินค้า-มูลค่าขั้นต่ำ”บังคับใช้ปลายปี
ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมคลอดเกณฑ์ดัดหลังสินเชื่อ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” (BNPL) หลังพบสถิติโตพุ่ง 100% ต่อเนื่อง 3 ปี ลามถึงขั้นผ่อน “ข้าวมันไก่-ชานมไข่มุก” ชี้กลุ่ม First Jobber เจ็บหนักสุด หนี้เสียพุ่ง 27% เล็งตีกรอบ “อายุ-ประเภทสินค้า-มูลค่าขั้นต่ำ” บังคับใช้ปลายปีนี้ ด้าน สภาพัฒน์-ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ประสานเสียงห่วงคุณภาพหนี้ลามกลุ่มมนุษย์เงินเดือน 5-7 หมื่นบาท ขณะที่ “ลาซาด้า” ยันระบบคัดกรองเข้มข้น
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าไปกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เนื่องจากขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากปี 2564 ที่มีเพียง 6.2 แสนบัญชี พุ่งเป็น 4.91 ล้านบัญชีในปี 2567 (โตเฉลี่ย 99.9% ต่อปี) และคาดว่าจะทะลุ 5-6 ล้านบัญชีในปี 2568 ขณะที่มูลค่าสินเชื่อทะยานจาก 6,800 ล้านบาท สู่ 18,000 ล้านบาท
ที่น่ากังวลคือ เริ่มเกิดพฤติกรรมการบริโภคเกินตัวในสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่น การผ่อนข้าวมันไก่ 50 บาท นาน 4 เดือน หรือชานมไข่มุก 106 บาท ผ่อน 3 เดือน ซึ่งเป็นการสร้างนิสัยทางการเงินที่ผิด ก่อหนี้เร็ว และต้องแบกรับดอกเบี้ยสูงถึง 16-18%
"BNPL ไม่ใช่คนร้าย แต่หากไม่คุมแล้วไปเกิดในบางจุด เช่น เด็กใช้ง่ายเกินไป หรือทำให้เกิดการบริโภคแบบที่ไม่มีเงินจ่ายมากเกินไป ตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องเข้าไปดู" — นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.
ปัจจุบันคนไทยเป็นหนี้สูงถึง 25.5 ล้านคน (38% ของประชากร) โดยกลุ่มคนเริ่มทำงาน (First Jobber) อายุ 20-35 ปี มีสัดส่วนเป็นหนี้ถึง 52.7% และเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสีย (NPL) สูงที่สุดถึง 27% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล และหนี้รถยนต์
ธปท. เตรียมเข้าไปกำกับดูแลผู้ให้บริการ BNPL ทั้งกลุ่มที่อยู่ภายใต้ใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล และกลุ่มที่ใช้สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยจะมุ่งเน้นไปที่ "กิจกรรมสินเชื่อบนแพลตฟอร์มออนไลน์" โดยคาดว่าจะชัดเจนในช่วงเดือน ตุลาคม - พฤศจิกายน 2569 หลังผ่านการประชาพิจารณ์ 2 ครั้ง
มาตรการสำคัญที่จะนำมาใช้ ได้แก่:
-
กำหนดอายุขั้นต่ำ ของผู้ใช้บริการ
-
ตรวจสอบรายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ (ไม่ปล่อยผ่านง่ายเหมือนเดิม)
-
กำหนดประเภทสินค้าและมูลค่าขั้นต่ำ ที่จะอนุญาตให้ใช้ BNPL
-
ห้ามตั้งค่าวงเงินอัตโนมัติ (Auto Opt-in) เพื่อป้องกันผู้บริโภคเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แสดงความห่วงใยต่อกระแส "กินก่อนผ่อนทีหลัง" ที่ลามเข้าสู่ธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ ย้ำเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่น่ากลัว แม้วงเงินจะเล็กแต่หากสะสมก็กลายเป็นหนี้เสียได้ พร้อมระบุว่าข้อมูลหนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 86.7% ต่อ GDP ขณะที่ข้อมูลจากเครดิตบูโรพบว่า NPL พุ่งไปถึง 1.31 ล้านล้านบาท (9.59% ของสินเชื่อรวม) โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กว่า 58% เลือกซื้อสินค้าตามการรีวิวของอินฟลูเอนเซอร์โดยไม่คำนึงถึงกำลังทรัพย์
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แม้ตัวเลข NPL ในไตรมาส 1 ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์จะอยู่ที่ 3.25% (ขยับเล็กน้อยเพราะมีการเร่งปรับโครงสร้างหนี้) แต่แนวโน้มข้างหน้ายังน่ากังวลจากภาวะเศรษฐกิจ ปิดโรงงาน และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว
ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ เริ่มเห็นสัญญาณหนี้เสียลามสู่กลุ่มรายได้ระดับกลางถึงกลางบน (เงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท) โดยเฉพาะในกลุ่ม "สินเชื่อบ้าน" สอดคล้องกับฝั่งสินเชื่อไร้หลักประกัน (บัตรเครดิต-พีโลน) ที่เริ่มมีปัญหาการค้างชำระกระจายตัวในกลุ่มรายได้นี้เช่นกัน
ท่ามกลางสมรภูมิ BNPL ที่ดุเดือดที่มีผู้เล่นรายใหญ่รายล้อม (อาทิ SPayLater ของ Shopee, LazPayLater ของ Lazada, Grab PayLater, TikTok Shop PayLater และ Pay Next ของ TrueMoney)
แหล่งข่าวจาก ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมติดตามและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่ของ ธปท. อย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมาบริษัทมีระบบคัดกรองและประเมินความเสี่ยงที่เข้มงวด โดยอนุมัติวงเงินให้เฉพาะผู้ใช้งานที่มีข้อมูลเพียงพอและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง รวมถึงมีมาตรการแจ้งเตือนก่อนครบกำหนดชำระเพื่อควบคุมหนี้เสียอย่างมีประสิทธิภาพ