รื้อสูตรค่าไฟใหม่เสี่ยงสวนทางกับข้อกฎหมายช่วยคนรากหญ้าใช้ไฟถูก เปิดกับดักผลักภาระให้‘คนชั้นกลาง’แบบก้าวกระโดด ชี้ควรเปิดเผยสูตรคำนวณที่โปร่งใส
ความพยายามของรัฐบาลในการปรับสูตรค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดยคาดหวังจะช่วยบรรเทาลดรายจ่ายให้กับกลุ่มผู้ใช้รายย่อย แต่ขณะเดียวกันกลับกลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่ได้ถูกตั้งคำถามแค่เรื่องค่าไฟ“แพงหรือถูก” แต่มองไปถึง “ความเป็นธรรม” และ “ความโปร่งใส” ในการรื้อสูตรคำนวณค่าไฟฟ้านี้
เบื้องต้น 2 การไฟฟ้า ทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง(MEA) กำหนด 4 กรณีศึกษา หรือ 4 แนวทางของอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนประกาศใช้ในเดือนมิ.ย.
ภายหลังได้รับโจทย์จากฟากการเมืองที่ต้องการคุมค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต้องไม่เกิน 3 บาท ที่เหลือไปเฉลี่ยการคำนวณให้เหมาะสม ซึ่งพบว่ารายได้ของการไฟฟ้าลดลงประมาณ 1,296 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 15,555 ล้านบาทต่อปี จึงนํามูลค่ารายได้ที่ลดลงดังกล่าวไปจัดทํากรณีศึกษาเพื่อปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าสําหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป
ทั้งนี้แนวคิดค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ไฟรายย่อย ให้จ่ายในอัตราต่ำ และผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ กลับเริ่มเห็นสัญญาณว่า“คนชั้นกลาง”อาจกลายเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มโดยไม่ตั้งใจ โดยครัวเรือนระดับกลาง ซึ่งใช้ไฟฟ้าประมาณ 200–500 หน่วยต่อเดือน กำลังอยู่ใน“รอยต่อ” ของโครงสร้างราคาใหม่ แม้ว่าจะได้รับอานิสงส์จากการใช้ไฟ 200 หน่วยแรก คิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วยก็ตาม เนื่องจากไม่ใช่กลุ่มใช้ไฟน้อยที่จะได้อัตราถูกที่สุด และก็ไม่ใช่กลุ่มรายได้สูงที่มีศักยภาพรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ง่าย ผลลัพธ์คือภาระค่าไฟที่อาจขยับสูงขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีนัยสำคัญต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน
เมื่อพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าแบบใหม่ ในแนวทางที่ 4 ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ส่งสัญญาณว่าน่าจะเป็นอัตราที่เหมาะสมที่สุด พบว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน มีประมาณ 15.59 ล้านราย (ข้อมูลปี 2568) หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด (ไม่รวมบ้านอยู่อาศัยประเภท TOU) จะได้รับค่าพลังงานไฟฟ้า (ไม่รวมค่าไฟฟ้าผันแปร ค่าบริการรายเดือน และภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 400 หน่วยต่อเดือน 20.09 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86 จะได้รับประโยชน์จากการปรับลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก และการปรับอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าหน่วยที่ 201-400 เพิ่มขึ้น 0.4917 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ 4.7135 บาทต่อหน่วย ซึ่งยังคงทําให้ค่าไฟฟ้า โดยรวมของผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มนี้ไม่สูงกว่าอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน แต่ถ้าครัวเรือนไหนใช้ไฟแตะระดับ 400 หน่วยขึ้นไปหรือขยับเป็น 401 หน่วย ค่าไฟจะก้าวกระโดดทันที ซึ่งคนชั้นกลางที่มีเครื่องปรับอากาศ 1-2 ตัว ก็มีโอกาสสูงมากที่จะทะลุไปอยู่กลุ่ม 14 % ที่ต้องแบกรับภาระหนักสุด
ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 400 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 3.15 ล้านรายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14 จะมีอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน 0.5881 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ 5.0098 บาทต่อหน่วย ทําให้ประมาณการรายได้ของการไฟฟ้าฝ่ายจําหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) ในภาพรวมของปี 2569-2571 อยู่ในระดับเดียวกับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน
จุดนี้มองได้ว่าการคำนวณสูตรค่าไฟใหม่เป็นการเฉลี่ยภาระค่าไฟฟ้ามายังกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ามาก แต่ตอบโจทย์การเมืองที่ช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้รายย่อยจ่ายค่าไฟถูกลง ขณะที่รายได้ของการไฟฟ้าไม่ได้ลดลงไป
ประเด็นที่ถูกจับตามองมากกว่าตัวเลขค่าไฟ คือ “กระบวนการกำหนดราคา” ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงานได้วางหลักไว้อย่างชัดเจน ในมาตรา 65 กำหนดให้ค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้ไฟ และต้องไม่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการมีกำไรเกินควร
ขณะที่มาตรา 66 ย้ำถึงหัวใจสำคัญของระบบ นั่นคือ “ความโปร่งใส” โดยระบุว่าอัตราค่าบริการจะต้องเปิดเผยสูตร วิธีคำนวณ และค่าตัวแปรอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ แต่เมื่อสอบทานข้อมูลการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าไม่มีสูตรที่ชัดเจนรองรับ ตัวเลขบางตัวถูกมองว่าเป็นการกำหนดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไปที่ตรวจสอบได้ และอาจไม่สอดคล้องกับขั้นตอนตามกฏหมาย มาตรา 67 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องเป็นผู้เสนออัตราค่าบริการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณา
คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าค่าไฟเหมาะสมหรือไม่ แต่คือ “วิธีคิดค่าไฟ” นั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่า
ตามหลักการ โครงสร้างค่าไฟฟ้าควรสะท้อนลำดับต้นทุนพลังงาน เริ่มจากเชื้อเพลิงราคาถูกก่อน แล้วจึงไล่ไปสู่แหล่งพลังงานที่มีต้นทุนสูงขึ้น เช่น ก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน แต่หากการจัดสรรต้นทุนไม่โปร่งใส หรือไม่เป็นไปตามหลักดังกล่าว ก็อาจทำให้ผู้ใช้ไฟต้องแบกรับภาระที่สูงเกินความเป็นจริง
สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ “ความเสี่ยงทางกฎหมาย” หากการกำหนดค่าไฟไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 65 และ 66 หรือไม่มีการเปิดเผยสูตรคำนวณอย่างครบถ้วน ก็อาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องและความรับผิดทางกฎหมายของผู้มีอำนาจในอนาคต
“การกำหนดตัวเลขกลมๆ อย่าง ‘3 บาท’ หรือการบวกเพิ่ม ‘0.4917 บาท’ และ ‘0.5881 บาท’ ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นตัวเลขที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ทางการเมือง (Political pricing) เพื่อให้รายได้รวมของการไฟฟ้าเท่าเดิม มากกว่าจะเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากต้นทุนการผลิตจริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย”
อย่างไรก็ดีปัญหาค่าไฟจึงไม่ใช่แค่เรื่องของราคาพลังงานที่ผันผวน แต่คือบททดสอบสำคัญของ “ธรรมาภิบาล” ในการบริหารระบบพลังงานของประเทศ