LPP Group เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจครั้งใหญ่ พลิกตำนานโรงสี 30 ปี สู่ผู้นำนวัตกรรมน้ำมันรำข้าวพรีเมียม พร้อมสร้างนิคม Smart Agriculture และตั้งเป้า IPO ภายในปี 2573
ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมข้าวไทยที่กำลังเผชิญภาวะ Margin Compression หรือการหดตัวของกำไรจากการแข่งขันด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงต้องดิ้นรนกับต้นทุนการผลิตและความผันผวนของตลาดโลก แต่สำหรับ LPP Group กลับเลือก “เปลี่ยนเกม” ด้วยการทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากโรงสีข้าวดั้งเดิม สู่ผู้ผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูงผ่านแบรนด์ “LPP OIL” พร้อมวางหมากธุรกิจสู่เป้าหมาย New S-Curve ระดับหมื่นล้านบาท
ภายในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 บริษัทได้ประกาศวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญในการรุกตลาดน้ำมันรำข้าวระดับโลก ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 และเติบโตเฉลี่ย 4.2% ต่อปี โดยใช้จุดแข็งด้านการบริหารจัดการ Supply Chain แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่แนวคิด Zero Waste และ Circular Economy เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบเกษตรไทย
จากโรงสีสู่ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม
LPP Group เริ่มต้นจาก “บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด” โรงสีข้าวที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 30 ปี ภายใต้แบรนด์ข้าวสารอย่าง “บัวชมพู”, “ชาวนาไทย”, “กุ้งคู่ทองคำ” และ “กุหลาบ” โดยใช้กลยุทธ์ Multi-Brand เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับตัวแทนจำหน่ายในแต่ละพื้นที่ ไม่ให้เกิดการแข่งขันกันเองภายในเครือข่าย
ต่อมาบริษัทได้ต่อยอดธุรกิจด้วยการก่อตั้ง “บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด” เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวพรีเมียม และบริการ OEM สำหรับตลาดต่างประเทศ โดยใช้จุดแข็งสำคัญคือการเป็นเจ้าของโรงสีเอง ทำให้สามารถนำรำข้าวเข้าสู่กระบวนการสกัดภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยรักษาความสดใหม่และคุณค่าสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group กล่าวว่า บริษัทมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบเกษตรไทย ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานระดับโลก พร้อมยึดแนวทาง Circular Economy และ Zero Waste ตลอดห่วงโซ่การผลิต
“เราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่กำไร แต่ต้องการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้ทั่วโลกยอมรับอย่างสง่างาม” นายถวิลกล่าว
สร้าง Competitive Moat ด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพระดับโลก
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ LPP OIL คือการลงทุนในเทคโนโลยีเครื่องจักรจากยุโรปทั้งระบบ จนสามารถคว้ารางวัล Superior Taste Award 2025 และได้รับการยอมรับจากตลาด B2B ระดับโลก โดยเฉพาะญี่ปุ่น
น้ำมันรำข้าวของบริษัทมีค่า Gamma Oryzanol สูงถึง 10,000–15,500 ppm ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง มีจุดเกิดควันสูงถึง 235 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับการประกอบอาหารทุกประเภท และผ่านการทดสอบ Cold Test ที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสนานกว่า 5.5 ชั่วโมงโดยไม่เกิดไข สะท้อนถึงความบริสุทธิ์และเสถียรภาพของผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับมาตรฐานสากลหลายด้าน อาทิ BRCGS, ISO 9001, HACCP, HALAL และ FDA พร้อมกำลังการกลั่นน้ำมัน 36,500 ตันต่อปี และกำลังการบรรจุ 21,000 ตันต่อปี รองรับทั้งแบรนด์ของบริษัทและงาน OEM ระดับอุตสาหกรรม
Automation ที่ไม่ได้มาแทนคน แต่ยกระดับคน
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการนำ Automation และ Robot เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต แม้เครื่องจักรแต่ละตัวจะมีมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท แต่บริษัทมองว่าการลงทุนดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่อง ROI หากเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน
เดิมสายการผลิตต้องใช้พนักงานมากกว่า 20 คน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือไม่ถึง 10 คน โดยไม่มีการเลิกจ้างพนักงาน บริษัทใช้แนวทาง Upskill ให้แรงงานเดิมเปลี่ยนบทบาทจาก “แรงงานแบกหาม” ไปสู่ “ผู้ควบคุมระบบ” แทน
“ถ้าคิดแค่เรื่องความคุ้มทุน มันอาจไม่คุ้ม แต่เรามองเรื่องสวัสดิการและคุณภาพชีวิตพนักงานมากกว่า” นายถวิลกล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทได้นำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มาใช้บริหารต้นทุนอย่างละเอียด ส่งผลให้สามารถควบคุม Operation Cost ได้ที่ประมาณ 3 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญเมื่อเทียบกับโรงสีทั่วไป
เดินหน้าสู่ Smart Agriculture Industrial Estate
LPP Group ยังต่อยอดธุรกิจไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน ผ่าน “บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด” ด้วยการพัฒนา LPP Industrial Estate บนพื้นที่ 583 ไร่ ที่ตำบลโคกเดื่อ อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของไทย
นิคมดังกล่าวจะเน้นแนวคิด Smart Agriculture และ Low Carbon รองรับนักลงทุนกลุ่ม Food Tech และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยปัจจุบันบริษัทติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แล้วกว่า 30% และมีแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลในอีก 5-10 ปีข้าวหน้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ESG Certification และ Net Zeroวางโรดแมปเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปี 2573
รับมือความผันผวนโลกด้วยการกระจายความเสี่ยง
แม้ตลาดน้ำมันรำข้าวจะมีแนวโน้มเติบโตสูง แต่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตโลจิสติกส์ยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น 20-30%
นายถวิลเปิดเผยว่า บริษัทเคยประสบเหตุเรือบรรทุกสินค้ากว่า 50,000 ตัน ต้องเดินทางกลับกลางคันจากผลกระทบสงคราม ส่งผลให้ยอดคำสั่งซื้อจากตะวันออกกลางลดลงราว 20-30% บริษัทจึงปรับกลยุทธ์ด้วยการกระจายตลาดไปยังแอฟริกาและตลาดภายในประเทศมากขึ้น
สำหรับปี 2569 บริษัทคาดการณ์รายได้จากธุรกิจข้าวที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและ Margin ธุรกิจข้าวที่บางลง อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจน้ำมันรำข้าวถูกตั้งเป้าปีนี้ไว้ที่ 800 ล้านบาท ซึ่งมี Margin สูงกว่าและเป็นตลาดที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
ยกระดับเกษตรไทยด้วยธุรกิจที่มีหัวใจ
แม้จะเดินหน้าสู่ธุรกิจระดับโลก แต่ LPP Group ยังคงให้ความสำคัญกับ “ต้นน้ำ” อย่างเกษตรกร ผ่านแบรนด์ข้าว “ลุงผม” ซึ่งตั้งชื่อตามเกษตรกรที่ส่งมอบข้าวคุณภาพให้บริษัทมายาวนานกว่า 20 ปี เพื่อสะท้อนแนวคิดการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
กรณีศึกษาของ LPP Group จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการขยายธุรกิจน้ำมันรำข้าว แต่คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเกษตรไทย จากการแข่งขันด้วย “ราคา” ไปสู่การแข่งขันด้วย “นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน” ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบใหม่ของ Agri-Business ไทยในอนาคต