กองทุนน้ำมันฯอุ้มต่อหลังมาตรการลดดีเซลหน้าโรงกลั่นฯเหลือ 3 บาท

กองทุนน้ำมันฯอุ้มต่อหลังมาตรการลดดีเซลหน้าโรงกลั่นฯเหลือ 3 บาท
จับตาหลัง 19 พ.ค “ดีเซล”จะไปทางไหน เมื่อมาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นฯจบลง หลังกองทุนน้ำมันเริ่มกลับมาแบกรับดูแลราคาต่อ ขณะที่ยังมีฐานะติดลบอยู่ 6.3 หมื่นล้านบาท

มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ โดยลดราคาหน้าโรงกลั่นนน้ำมัน 5 บาท จากการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อควบคุมค่าการกลั่นและลดภาระประชาชนในภาวะวิกฤติ เป็นการออกแบบมาตรการชั่วคราวแบ่งเป็น 2 ช่วงคือวันที่ 24 เม.ย. -9 พ.ค. ลดทันที 5 บาทต่อลิตร และ วันที่ 9-19 พ.ค. ลดแค่  3 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ล่าสุด การลดราคาลง 5 บาทต่อลิตรสิ้นสุดลงในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569  ส่วนต่างที่เกิดขึ้น 2 บาท ใช้กองทุนน้ำมันฯเข้าไปพยุงราคา เพื่อไม่ให้กระทบราคาขายปลีกดีเซล ส่งผลโครงสร้างราคาดีเซลบี 7 จากก่อนหน้าที่เป็นบวก 1.17 บาทเป็นติดลบ 87 สตางค์ ต่อลิตร ส่วนบี 20 จากเดิมติดลบ   5.38 บาท เป็นติดลบ 7.42 บาทต่อลิตร

คำถามคือ หลังจากวันที่ 19 พฤษภาคม เมื่อหมดมาตรการลดราคา 3 บาท รัฐบาลจะใช้เครื่องมืออะไรมาดูแลราคาดีเซลต่อไปหรือไม่ ท่ามกลางความเสี่ยงราคาน้ำมันโลกที่ยังผันผวน และฐานะกองทุนน้ำมันที่ยังเปราะบางซึ่งยังติดลบอยู่  63,364 ล้านบาท

ตลอดช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลใช้หลายมาตรการควบคู่กันเพื่อพยุงราคาดีเซลไม่ให้กระทบค่าครองชีพและต้นทุนขนส่ง หนึ่งในมาตรการหลักคือการลดราคาหน้าโรงกลั่น 5 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการแบ่งเบาภาระภาครัฐได้ในระดับหนึ่ง

แต่เมื่อมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลง และเหลือการลดเพียง 3 บาทต่อลิตร หมายความว่า ภาระส่วนที่หายไปอีก 2 บาท จะกลับมาตกอยู่ที่ภาครัฐและกองทุนน้ำมันมากขึ้นทันที หากยังต้องการตรึงราคาขายปลีกดีเซลให้อยู่ในระดับเดิม

ในทางปฏิบัติ การอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน คือการนำเงินจากระบบมาชดเชยราคาขายปลีก เพื่อไม่ให้ผู้บริโภครับภาระเต็มจำนวน แต่กลไกนี้จะทำได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับฐานะสภาพคล่องของกองทุนเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดีแม้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะทยอยฟื้นตัวบ้างจากวิกฤตราคาพลังงานที่มีบางช่วงผ่อนคลายจนลดราคาขายปลีกลงมาได้ แต่ยังถือว่าอยู่ในภาวะเปราะบาง เพราะก่อนหน้านี้ต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม

ดังนั้น การกลับมาแบกรับภาระดีเซลเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อาจทำให้ฐานะกองทุนตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ หรือความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีความแน่นอน

ยิ่งรัฐบาลต้องการตรึงราคาดีเซลในระดับต่ำต่อเนื่อง ทำให้ต้องเลือกการกู้เงินเพิ่มเพื่อเสริมสภาพคล่อง

ทั้งนี้ราคาน้ำมันดีเซลไม่ใช่เพียงเรื่องพลังงาน แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงยังมีแรงกดดันสูงในการดูแลราคาไม่ให้ปรับขึ้นแรง

อย่างไรก็ตาม การตรึงราคาต่อเนื่องก็มีต้นทุนเช่นกัน และยิ่งใช้มาตรการอุดหนุนนานเท่าใด ภาระทางการคลังก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

จึงต้องจับตาว่า หลังวันที่ 19 พฤษภาคม รัฐบาลจะเลือก “ประคองราคา” ต่อด้วยวิธีใด ระหว่างยอมให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น หรือเดินหน้าอุดหนุนต่อเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพในระยะสั้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานะกองทุนน้ำมันที่ยังน่าเป็นห่วงไม่แพ้ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนในเวลานี้

ราคาดีเซลเป็นราคาพลังงานที่อ่อนไหวทางการเมือง เพราะสะท้อนถึงค่าครองชีพคนจำนวนมาก การเข้ามาดูแลราคาจึงช่วยลดแรงกดดันต่อรัฐบาล และลดโอกาสเกิดแรงต่อต้านจากกลุ่มขนส่งหรือภาคประชาชน หากราคาน้ำมันปรับขึ้นรวดเร็ว

แม้มาตรการนี้ช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ก็มีต้นทุนแฝงที่ต้องจับตา เพราะภาระส่วนหนึ่งถูกส่งต่อไปยังกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

นั่นหมายความว่า สิ่งที่ไทยได้รับจากมาตรการนี้ คือ “เวลา” ในการลดแรงกระแทกเศรษฐกิจ เมื่อเวลานั้นหมดลง รัฐบาลจะมีศักยภาพดูแลราคาดีเซลต่อไปได้อีกนานแค่ไหน โดยไม่กระทบเสถียรภาพการเงินของกองทุนน้ำมันฯจนมากเกินไป

 

TAGS: #กองทุนน้ำมันฯ #ดีเซล #ลดราคาหน้าโรงกลั่น