ปับลิซีส กรุ๊ป ประเทศไทย ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ “Intelligent System Driven Company” ปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ทั้งระบบ ผสาน Data, AI และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับบทบาทเอเจนซี
ปับลิซีส กรุ๊ป ประเทศไทย (Publicis Groupe Thailand) ประกาศยกระดับองค์กรครั้งสำคัญ สู่การเป็น “Intelligent System Driven Company” เพื่อตอบโจทย์โลกธุรกิจและการตลาดที่เผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเทคโนโลยีหรือ AI มาใช้ แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างการทำงานใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้ดาต้า ความคิดสร้างสรรค์ และมีเดีย ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่แบรนด์จำนวนมากยังคงอยู่ในโหมดระมัดระวังการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการตัดสินใจที่แม่นยำ รวดเร็ว และวัดผลได้จริงมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมโฆษณาต้องปรับตัวจากการเน้นเพียงความคิดสร้างสรรค์ ไปสู่การผสานข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ทางธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง
โศรดา ศรประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์กร ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะครบรอบ 100 ปีของเครือข่ายระดับโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวของเอเจนซีไม่ใช่เพียงการตอบสนองระยะสั้น แต่เป็นวิวัฒนาการของบทบาท จากผู้สร้างการรับรู้ ไปสู่การเป็นพาร์ตเนอร์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์อย่างแท้จริง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แนวคิด “Power of One” ถูกใช้เป็นรากฐานสำคัญในการรวมศักยภาพด้านดาต้า ครีเอทีฟ และมีเดียเข้าด้วยกัน แต่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การเชื่อมต่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรจึงต่อยอดสู่การสร้างระบบที่สามารถ “คิด เรียนรู้ และตัดสินใจ” ได้อย่างเป็นระบบ โดยกำหนด 3 แกนหลักในการขับเคลื่อน ได้แก่ Connected Identity, Creative Intelligence และ Cultural Intelligence
ในส่วนของ Connected Identity เป็นการผสานข้อมูล CRM เข้ากับการวางแผนสื่อ เพื่อสร้างความเข้าใจผู้บริโภคแบบองค์รวม และสามารถวัดผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย Publicis Media และ Digitas มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน
ด้าน Creative Intelligence ถูกพัฒนาโดย Leo Bangkok ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI โดยมนุษย์ยังคงเป็นผู้ขับเคลื่อนด้านอินไซต์ ความเข้าใจวัฒนธรรม และวิจารณญาณเชิงสร้างสรรค์ ขณะที่ AI ทำหน้าที่เสริมความเร็ว ความแม่นยำ และการขยายผล เพื่อให้ความคิดสร้างสรรค์สามารถต่อยอดในวงกว้างได้อย่างมีระบบ
ขณะที่ Cultural Intelligence ถูกขับเคลื่อนโดย Brilliant and Million ซึ่งมุ่งเน้นการเข้าใจวัฒนธรรม คอมมูนิตี้ และพฤติกรรมบนโซเชียล เพื่อนำ “Social Signals” มาต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจ และสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ที่จับต้องได้จริง ผ่านแนวคิด Social-First
ทั้งสามองค์ประกอบนี้ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว เพื่อช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าใจผู้บริโภคได้ลึกขึ้น ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และเคลื่อนตัวได้รวดเร็วในตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือบทบาทของ AI ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยในมุมของเอเจนซี AI ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม แต่เป็น “ตัวเร่ง” ที่ช่วยจัดการงานซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่บทบาทของมนุษย์ยังคงอยู่ที่การตีความข้อมูล การสร้างอินไซต์ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นคุณค่าที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนได้
ในภาพรวมของอุตสาหกรรม แม้จะมีข่าวการปรับโครงสร้างและการเลย์ออฟเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนถึงการหดตัวของธุรกิจโดยตรง หากเป็นการ “รีเซ็ตทักษะ” ของแรงงาน โดยตลาดต้องการบุคลากรที่สามารถเชื่อมโยง Data, Automation และ Business Outcome ได้มากขึ้น ส่งผลให้การเรียนรู้และการปรับตัวกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็น
ขณะเดียวกัน ความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อเอเจนซีก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เน้นการสร้างการรับรู้ มาสู่การต้องการพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจธุรกิจ สามารถเชื่อมโยงทุกจุดสัมผัสของผู้บริโภค และขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้แบบครบวงจร ส่งผลให้โมเดลการทำงานแบบรวมศูนย์อย่าง Power of One มีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีลูกค้าราว 60-70% ที่ใช้โมเดลดังกล่าว ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน รวมศูนย์ข้อมูล และลดต้นทุนได้ถึง 30-50% ในบางกรณี
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ ขณะที่บางอุตสาหกรรม เช่น การเงิน อาจมีทิศทางที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนดังกล่าวยิ่งทำให้บทบาทของ Data และ Intelligence มีความสำคัญมากขึ้นในการตัดสินใจทางธุรกิจ
ทั้งนี้ ปับลิซีส กรุ๊ป ประเทศไทย ย้ำว่าแนวทาง Intelligent System ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่ถูกนำไปใช้จริงในการทำงานกับลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม และสะท้อนผ่านผลลัพธ์ทางธุรกิจ รวมถึงการได้รับการยอมรับในเวทีรางวัลต่าง ๆ
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับตัวขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทั้งอุตสาหกรรมโฆษณา ในโลกที่ข้อมูลมีปริมาณมหาศาล ระบบมีความซับซ้อน และการแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเอเจนซีที่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ อาจไม่ใช่ผู้ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถทำให้ทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง