ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแรงแตะระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดคลายกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางจากสัญญาณพักการโจมตี 2 สัปดาห์ แนวโน้มยังผันผวนสูงและมีโอกาสแกว่งตัวสองทาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับปิดก่อนหน้าที่ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ โดยการแข็งค่าดังกล่าวเกิดขึ้นหลังตลาดการเงินคลายความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภายหลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ จะระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่อิหร่านส่งสัญญาณลดการตอบโต้และพร้อมประสานความปลอดภัยการเดินเรือ
บรรยากาศดังกล่าวส่งผลให้ผู้ลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง สอดคล้องกับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับลดลงสู่ระดับประมาณ 4.26% ขณะเดียวกัน ตลาดยังประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสราว 60% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปีนี้
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยดัชนีหลักปรับขึ้นเล็กน้อย ขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สปรับตัวเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงเช้าตลาดเอเชีย เช่นเดียวกับตลาดหุ้นยุโรปที่มีสัญญาณฟื้นตัวจากแรงหนุนข่าวพักรบ ส่วนราคาทองคำปรับขึ้นเหนือระดับ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงหนุนของดอลลาร์อ่อนค่าและบอนด์ยีลด์ลดลง
อย่างไรก็ดี แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลให้ค่าเงินเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนจากผู้นำเข้าและฤดูกาลจ่ายเงินปันผลในไตรมาส 2 อาจกดดันการแข็งค่าของเงินบาท
ในเชิงเทคนิค หากเงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าทะลุระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน แนวโน้มยังมีโอกาสแกว่งตัวในลักษณะ Sideways หรืออ่อนค่าในภาพรวม โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 32.00-32.30 บาทต่อดอลลาร์
นักวิเคราะห์แนะให้ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐและรายงานเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดการเงินในระยะถัดไป