ปตท. เปิดแผน PTT IN ACTION รับมือวิกฤตพลังงานเร่งระบายสต็อก 265 ล้านลิตร ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ปรับสัดส่วนการผลิตน้ำมันเพิ่มดีเซล ยันเตรียมแผนจัดหาน้ำมันดิบต่อเนื่องเดือนพ.ค.-มิ.ย.
รายงานบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจพลังงานปตท. และบริษัทในกลุ่มรายงานข้อมูลปริมาณและราคาน้ำมันตามข้อกำหนดต่อหน่วยงานรัฐมาอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบด้านพลังงานไปทั่วโลก ปตท. มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงพลังงาน โดยยึดหลัก “มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย” ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของประเทศและประชาชน พร้อมเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใส
นอกจากนี้กลุ่ม ปตท.บริหารจัดการและกระจายความเสี่ยงในการจัดหาน้ำมันดิบจากหลายแห่งทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพลังงานอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ โดยมีรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐ
ทั้งนี้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการพลังงานของกลุ่มปตท.ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แบบ Real-Time ผ่านเว็บไซต์ ปตท. https://www.pttplc.com ได้แล้ววันนี้ โดยประกอบด้วยข้อมูลปริมาณน้ำมันในระบบ การจัดหาน้ำมันดิบ การผลิตของโรงกลั่นน้ำมัน การขนส่งและกระจำยน้ำมัน รวมถึงการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ
สำหรับแผน PTT IN ACTION ทางโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. มีแนวทางในการปรับแผนการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำมันดีเซลของประเทศอย่างเร่งด่วน ดังนี้
-การเพิ่มระดับการเดินเครื่องโรงกลั่นเต็มศักยภาพถึง 105% (เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569)
-การปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Yield): มีการปรับสัดส่วนการผลิตเพื่อเร่งผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านลิตรต่อวัน (เพิ่มขึ้น 7.5%) โดยเฉลี่ยในเดือนมีนาคม 2569 ปริมาณการผลิตดีเซลอยู่ที่ 51.6 ล้านลิตรต่อวัน
- การลดการผลิตน้ำมันอากาศยาน: เพื่อให้สามารถผลิตดีเซลได้มากขึ้น โรงกลั่นได้ตัดสินใจลดสัดส่วนการผลิตน้ำมันอากาศยานลง แม้ว่าจะต้องยอมแบกรับค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ (Opportunity Cost) เพื่อมุ่งบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน
ขณะเดียวกันโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่มปตท.ได้ระบายสต๊อกน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยเพิ่มตลาด และรองรับวิกฤตโดยมีสต๊อกดีเซล ณวันที่ 29 มี.ค.อยู่ที่ 265 ล้านลิตร เพื่อรอการจัดส่งทางท่อ
โดยการระบายสต็อกและจ่ายน้ำมันดีเซลผ่าน 3 ช่องทางหลัก เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และ Jobber ดังนี้:
- ทางรถ: จ่ายปริมาณ 23.0 ล้านลิตรต่อวัน
- ทางท่อ: จ่ายปริมาณ 14.2 ล้านลิตรต่อวัน
- ทางเรือ: จ่ายปริมาณ 14.1 ล้านลิตรต่อวัน
รวมทั้งสิ้น มีการจ่ายน้ำมันดีเซลจากโรงกลั่นรวม 51.3 ล้านลิตรต่อวัน
ขณะที่ในส่วนของ OR มีสถิติการจำหน่ายน้ำมันดีเซลในช่วงวันที่ 1-29 มีนาคม 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 32.7 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 19% (เทียบกับค่าเฉลี่ยเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ 27.5 ล้านลิตรต่อวัน)
นอกจากยอดจำหน่ายทั่วไปแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังคงจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้แก่ Jobber ประจำในปริมาณปกติ โดยยอดจำหน่ายเฉพาะส่วนนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 4.75 ล้านลิตร
ทั้งนี้ การจ่ายน้ำมันในปริมาณที่สูงขึ้นนี้เป็นผลมาจากการที่กลุ่ม ปตท. เพิ่มการเดินเครื่องโรงกลั่นขึ้นเป็น 105% และปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์เพื่อเร่งผลิตดีเซลเพิ่มขึ้นอีก 3.6 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานและตอบสนองความต้องการของประชาชนในช่วงวิกฤต
นอกจากนี้กลุ่ม ปตท. ได้เตรียมแผนดำเนินการต่อเนื่องสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2569 ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจในความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่องจากแผนการจัดหาของเดือนเมษายน โดยมีแนวทางและรายละเอียดการดำเนินงานดังนี้
1.การจัดหาต่อเนื่องและหลากหลาย: กลุ่ม ปตท. มีแผนจัดหาน้ำมันดิบทดแทนที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตหรือสภาวะสงคราม โดยบริหารจัดการแหล่งจัดหาที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และพร้อมรับภาระต้นทุนส่วนเพิ่ม (Premium) รวมถึงค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่อาจสูงขึ้นเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำมันที่เพียงพอ
2.วางแผนบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือให้มีความคล่องตัว เช่น การปรับเส้นทางผ่านทะเลแดงได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความต่อเนื่องของ Supply น้ำมันดิบเข้าสู่ประเทศ
3. มุ่งเน้นการบริหารจัดเก็บน้ำมันดิบสำรองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อใช้เป็น Buffer รองรับแผนการเดินเครื่องของโรงกลั่นและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในทุกสถานการณ์
4. มีการจัดทำ Workshop ร่วมกันระหว่างโรงกลั่นและ OR เพื่อวางแผนบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งด้านการจัดหา (Supply), ความต้องการ (Demand) และการขนส่ง (Logistics) โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเทศกาลที่อาจมีความต้องการใช้พลังงานสูงผิดปกติ,
5. โรงกลั่นได้เตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่องทางการเงินล่วงหน้า เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและต้นทุนที่อาจสูงขึ้นในช่วงเดือนดังกล่าว
อย่างไรก็ตามการดำเนินการทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้หลักความโปร่งใส โดยมีการปฏิบัติตามสัญญามาตรฐาน กติกาสากล และมีการรายงานปริมาณสำรองรวมถึงการเคลื่อนไหวของสต็อกน้ำมันต่อหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัด