พลังงานหวังน้ำมันขาดช่วงคลี่คลายสัปดาห์หน้า

พลังงานหวังน้ำมันขาดช่วงคลี่คลายสัปดาห์หน้า
กรมธุรกิจพลังงาน ปรับแผนเชิงรุกไล่เช็คการรับจ่ายน้ำมันตั้งแต่ผู้ค้า-โรงกลั่นรายวันและย้อนหลังต้นเหตุที่แท้จริง ขณะที่เรือขนน้ำมันดิบทยอยนำส่งจนถึงเดือนพ.ค.มีเพียงพอ

นายสราวุธ  แก้วตาทิพย์  อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์คาดหวังสถานการณ์ปัญหาน้ำมันขาดช่วงจะเริ่มดีขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ ภายหลังได้มีการปรับแผนเชิงรุกในการตรวจสอบการรับจ่ายน้ำมันทั้งจากผู้ค้ามาตรา 7 ผู้ค้ามาตรา10 (จ๊อบเบอร์) แบบรายวันและการส่งข้อมูลย้อนหลังในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ทราบถึงปริมาณน้ำมันจากคลังไปจนถึงปั๊มน้ำมัน  หากพบว่ามีใครกักตุนสามารถดำเนินคดีเอาผิดได้

 

สำหรับการบริหารปริมาณน้ำมัน ล่าสุดทางโรงกลั่นฯได้แจ้งข้อมูลเรือขนน้ำมันดิบทยอยนำส่งมีเพียงพอไม่ขาดแคลน โดยช่วงเดือน เม.ย. 2569 ซึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 25-31 มี.ค. 2569 จะมีเรือขนส่งน้ำมันดิบเข้ามารวมปริมาณ 4.89 ล้านบาร์เรล ส่วนในเดือน เม.ย. 2569 มีปริมาณนำเข้า 24.06 ล้านบาร์เรล และในเดือน พ.ค. 2569 มีปริมาณนำเข้า 8.96 ล้านบาร์เรล

 

นอกจากนี้โรงกลั่นฯได้กลับมาจำหน่ายน้ำมันให้ผู้ค้ามาตรา 10 หรือ Jobber ตามเดิมตั้งแต่ 23 มี.ค. 2569 ที่ปริมาณ 7.28 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับภาวะปกติ 6-7 ล้านลิตรต่อวัน ก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง

สำหรับเส้นทางห่วงโซอุปทานน้ำมัน เริ่มต้นจากการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกไกล 11%  ตะวันออกกลาง 53 % ผลิตได้เองในประเทศ 9 % อื่นๆ จากสหรัฐอเมริกาแล้วก็เวสต์แอฟริกา รวมถึง ลาตินอเมริกา รวมทั้งสิ้น 27 % โดยล่าสุดปริมาณน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่นจะได้ดีเซลพื้นฐาน 78.286 ล้านลิตร ที่ยังไม่ได้ผสมไบโอดีเซล (B0) ส่งเก็บสต็อกของในโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งเก็บอยู่ทั้งประเทศรวมกันทั้งสิ้น  854ล้านลิตร ณ วันที่ 24 มีนาคม

 

ทั้งนี้ถังเก็บดีเซลพื้นฐานมี 3 ส่วน ได้แก่ส่วนที่ 1 จําหน่ายไปยัง ประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว และเมียนมา อยู่ที่ประมาณ 5.85 ล้านลิตร        ส่วนที่ 2 จำหน่ายให้กับผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อไปจําหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ไฟฟ้า ก่อสร้าง เป็นการจําหน่ายน้ำมัน B0 หรือน้ำมันดีเซลพื้นฐาน และส่วนที่ 3 นำไปผสมกับไบโอดีเซล( B100) เพื่อเป็นดีเซล B7 มีจำนวน 90.29 ล้านลิตร มีสต็อกของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว อยู่ในถัง 43 ล้านลิตร จากถังเก็บน้ำมันผสม หรือน้ำมัน B7 ที่พร้อมที่จะจําหน่ายให้กับประชาชน โดยจะกระจายไปใน 3 ส่วน ดังนี้

1 .ขายตรงจากโรงกลั่น หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ไปยังสถานีบริการ ภาคอุตสาหกรรม ราชการและรัฐวิสาหกิจ ขนส่ง 2. จัดส่งโดยรถไฟ เรือ  และรถบรรทุก ไปยังคลังภูมิภาค ของผู้ค้าหลัก (ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7) ส่งต่อไปยังภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะสถานีบริการเช่นเดียวกันกับส่วนที่ 1  และ3.การจําหน่ายให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 (Jobber) ปริมาณ 6.337 ล้านลิตร ซึ่งเมื่อรวมกับปริมาณที่จำหน่ายข้างต้น อยู่ที่ 79.42 ล้านลิตร เป็นปริมาณน้ำมันดีเซลที่จำหน่ายในประเทศ รวมทั้งสิ้น 85.757 ล้านลิตร (ณ 24 มีนาคม 2569)

อย่างไรก็ตามในช่วงเกิดเหตุการณ์น้ำมันขาดช่วงได้รับรายงานว่า โรงกลั่นฯจัดส่งน้ำมันJobber ไม่ถึง 3 ล้านลิตร เพราะเกรงว่าจะมีการนำไปกักตุน ทำให้Jobber ขาจร ไปแย่งซื้อน้ำมันหน้าปั๊ม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำมันหมดเร็วขาดช่วง

ทั้งนี้กรมฯได้แจ้งให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรการ 10 ต้องส่งข้อมูลการรับ – จ่ายน้ำมันของคลังให้กรมทุกวันและย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีคลังน้ำมันเพื่อการจำหน่าย ทั้งหมด 92 แห่ง เป็นคลังเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 53 แห่ง ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่มีหน้าที่ต้องรายงาน จำนวน 18 ราย ขณะนี้ได้รับรายงานแล้ว จำนวน 13 ราย และยังไม่รายงานอีกจำนวน 5 ราย นอกจากนั้นจะเป็นคลังของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 จำนวน 39 แห่ง

ขณะเดียวกันได้จัดทำแบบฟอร์มรายงานข้อมูลเพิ่มเติม โดยให้ทุกคลังระบุว่า สถานที่จัดส่งปลายทาง หมายเลขทะเบียนรถขนส่ง เพื่อนำส่ง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

 

นายสราวุธ  กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการออกตรวจการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของสถานีบริการทั่วประเทศ โดยเมื่อวันที่ 15 –  17 มีนาคม 2569 ทั้งสิ้น 2,649 แห่ง โดยเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัด พบว่ามีการปิดบริการเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 247 แห่ง คิดเป็น 9.1% เปิดให้บริการแต่น้ำมันบางชนิดหมด หรือใกล้หมด 1,912 แห่ง คิดเป็น 72.2% และเปิดให้บริการมีน้ำมันเพียงพอจำหน่าย 496 แห่ง คิดเป็น 18.7% ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจากความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น 45.7% ผู้ค้าน้ำมันจัดสรรให้ลดลง 40% รถขนส่งน้ำมันไม่เพียงพอ 7.4% และคลังน้ำมันไม่มีสินค้า 6.8%

อีกทั้ง เมื่อวันที่ 21 – 23 มีนาคม 2569 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันเพื่อสร้างความมั่นใจ ร่วมกับตำรวจนครบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องของการติดป้ายราคา และทุกแห่งมีปริมาณจ่ายน้ำมันในเดือนมีนาคม ใกล้เคียงหรือสูงกว่าเดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 และเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานพลังงานจังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยจำนวน 3 จุดในอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี หลังได้รับข้อมูลเบาะแสการลักลอบค้าหรือกักตุนน้ำมัน โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับอนุญาต รวมประมาณ 40,000 ลิตร และได้ยึดน้ำมันของกลางไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินคดี การกระทำนี้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายกักตุนเพื่อแสวงหากำไร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติม

นอกจากนี้กรมฯได้พัฒนาระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ Fuel-DM (Fuel Distribution Monitoring) โดยทุกครั้งที่มีการขนส่งน้ำมันผู้ค้าน้ำมันต้องออกใบกำกับการขนส่ง และผู้ค้าน้ำมันต้องกรอกข้อมูลในระบบดังกล่าว โดยระบุคลังต้นทาง ไปปลายทาง ปริมาณเท่าใด ประเภทการขนส่ง นอกจากนั้นยังต้องแนบใบกำกับการขนส่งเข้าในระบบด้วย โดยขอข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา เพื่อติดตามตรวจสอบการขนส่งน้ำมันถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

“กรมธุรกิจพลังงาน ทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบประชาชนพร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทุกราย” นายสราวุธ กล่าว

 

 

TAGS: #กรมธุรกิจพลังงาน #โรงกลั่นนำ้มัน #จ๊อบเบอร์