กกพ.หมดกระสุนตรึงค่าไฟ ชง 3 แนวทางขยับ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย

กกพ.หมดกระสุนตรึงค่าไฟ ชง 3 แนวทางขยับ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย
กกพ.ส่งสัญญาณรัฐบาลหาทางออกตรึงค่าไฟเท่าเดิม 3.88 บาท คาดใช้เงิน 4.6-5 พันล้านบาท ชี้สงครามดันต้นทุนราคา LNG ทะลุ 20 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู เดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟช่วยประชาชน

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. ครั้งที่ 10/2569 (ครั้งที่ 1000) มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค. - ส.ค. 69  เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกและราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นจาก 11 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูมาอยู่ที่ระดับสูงสุด 25  เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียา จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ทั้งนี้ กกพ. ได้พยายามใช้เครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งการพิจารณาใช้เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างเหมาะสมส่งผลให้ สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และรักษาเสถียรภาพทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบพลังงานในภาพรวมได้
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กกพ. ได้ทยอยชำระคืนภาระหนี้ค่าเชื้อเพลิงจากต้นทุนคงค้าง (AF) ให้แก่ กฟผ. และ ปตท. อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือน ก.ย. - ธ.ค. 2568 กกพ. ได้มีมติให้นำเงินเรียกคืนส่วนเกินรายได้ของการไฟฟ้ามาช่วยลดค่าไฟฟ้าจำนวน 2,640 ล้านบาท และเห็นชอบให้ทยอยคืนค่า AFGas รวม 6 งวด โดยเริ่มคืนงวดที่สองในช่วงเดือน ก.ย. - ธ.ค. 2568 ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ยอดคงค้างของค่า AF ลดลงเหลือ35,928 ล้านบาท และต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจลดลงเหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท
ซึ่งแม้จะลดลงมาก แต่ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันค่าเอฟทีต่อไปจนกว่าจะทยอยชำระภาระค่าเชื้อเพลิงคงค้างทั้งหมดให้กับ กฟผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามารับภาระแทนประชาชนผู้ใช้ไฟในงวดก่อนหน้านี้

สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 2569 แบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ กรณีที่ ค่าเอฟทีปรับขึ้น29.66 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2569 เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วยจากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 2 ค่าเอฟทีขายปลีก เท่ากับ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 3: กกพ. พิจารณานำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้าค่าเอฟที เท่ากับ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์/หน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าไฟฟ้าจะเริ่มสะท้อนการใช้ไฟในฤดูร้อน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นของพี่ น้องประชาชน ที่เพิ่มมากขึ้นตามสภาวะอากาศ และอาจเป็นเหตุที่ทำให้ต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นตามเพดานการคิดค่าไฟอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) สำนักงาน กกพ.จึงขอเชิญชวนให้ร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน ซึ่งจะสามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าและค่าครองชีพได้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 25 - 31 มีนาคม 2569 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่ากกพ.พยายามใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อดูแลค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมที่สุด แต่หากรัฐบาลมีนโยบายให้ตรึงค่าไฟฟ้า ที่ 3.88บาท/หน่วย รัฐบาลจะต้องใช้เงินประมาณ 4,600-5,000ล้านบาท  ขณะที่การช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็น 80%ของผู้ใช้ไฟ เพื่อตรึงอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3.88บาท/หน่วย รัฐจะใช้เงินอุดหนุนน้อยกว่าการตรึงค่าไฟฟ้าเท่าเดิม โดยกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อ หรือคิดเป็น 14 ล้านครัวเรือน จะใช้เงินประมาณ 333 ล้านบาท แต่ถ้าช่วยเหลือผู้ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็น 17 ล้านครัวเรือน จะใช้เงินประมาณ  545 ล้านบาท

 

TAGS: #กกพ. #ตรึงค่าไฟ #LNG