ไทยเร่งปรับโหมดสินค้าเกษตรยกระดับพรีเมียมลุยตลาดจีน

ไทยเร่งปรับโหมดสินค้าเกษตรยกระดับพรีเมียมลุยตลาดจีน
สนค.เจาะโมเดล‘เกษตรอัจฉริยะจีน’ ปั้น 500 เขตสาธิตเกษตรสมัยใหม่ ชี้จุดเปลี่ยนสินค้าไทย ปรับตัวสู่ ‘พรีเมียม’ ชูความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นกุญแจหลักมัดใจผู้บริโภคแดนมังกร

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ จีนกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อยกระดับภาคเกษตรและชนบทให้ทันสมัย มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและการลดความเหลื่อมล้ำผ่านแผนปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การจัดการผลผลิต ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือแผนการจัดตั้ง “เขตสาธิตเกษตรสมัยใหม่” จำนวน 500 แห่งภายในปี 2573 ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมธัญพืช 2. การเลี้ยงสัตว์ 3. อุตสาหกรรมเฉพาะทางที่มีศักยภาพ 4. การเกษตรอัจฉริยะ5. การเกษตรในเมือง และ 6. การเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง โดยคาดว่าจะเป็นต้นแบบการพัฒนาที่สามารถขยายผลและประยุกต์ใช้ในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของจีนสู่ความทันสมัยอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างไทยและจีน ในปี 2568 จีนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตรอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 12,354.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (405,791 ล้านบาท) แต่มูลค่าปรับตัวลดลงร้อยละ 0.2 จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย อาทิ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมาตรการบางประการ เช่น การระงับการนำเข้าน้ำเชื่อม โดยสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปจีน ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยางและยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ

ทั้งนี้การเร่งพัฒนาภาคเกษตรตามแผนปฏิบัติการฯ ของจีน เพื่อพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงทางอาหาร อาจส่งผลให้สินค้าเกษตรพื้นฐานของไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดทางการค้ามากขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม วิกฤตดังกล่าวยังแฝงด้วยโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรคุณภาพสูง สินค้าแปรรูป และสินค้าเฉพาะทางที่ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิอากาศและความเชี่ยวชาญ อาทิ ผลไม้เขตร้อน และอาหารแปรรูป ซึ่งยังเป็นที่ต้องการสูงในกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางของจีนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับได้

นอกจากนี้การเชื่อมโยงเกษตรกับอุตสาหกรรมแปรรูปและระบบโลจิสติกส์ของจีน ยังเอื้อต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศที่สามารถตอบโจทย์ห่วงโซ่มูลค่าในตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดจีนท่ามกลางความท้าทายใหม่ หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่ ‘ยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจเชิงลึก’ โดยเร่งใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการดึงดูดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแม่นยำจากจีนเข้ามาต่อยอดภาคการผลิตไทย ผ่านกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม อาทิ การจัดเวทีจับคู่พันธมิตรทางเทคโนโลยี (Tech-matching) เพื่อถ่ายทอดนวัตกรรมสมาร์ทฟาร์มเข้าสู่ภาคเกษตรไทย

การส่งเสริมการร่วมลงทุน (Joint Venture) ในอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าก่อนส่งออก และการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายการกระจายสินค้า เข้าสู่ช่องทางตลาดสมัยใหม่ของจีนโดยตรง พร้อมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานจีน (Supply Chain Integration) อย่างแนบแน่น ทั้งด้านการผลิตและการแปรรูป

ขณะเดียวกันต้องเร่งสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางการค้า’ ด้วยการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เหนือกว่าข้อกำหนดพื้นฐาน เพื่อสร้างความแตกต่างและหนีการแข่งขันด้านราคา เน้นสินค้าที่มีความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการมัดใจผู้บริโภคชนชั้นกลางของจีน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาเสถียรภาพการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

TAGS: #สนค. #เกษตรอัจฉริยะจีน #ส่งออก #สินค้าเกษตร