‘พาณิชย์’เผยส่งออกเดือนก.พ.โตช้าลง ขยายตัว 9.9% จากหมวดสินค้าไอทีรับยุค AI เฝ้าระวังปัจจัยลบจากสงครามตะวันออกกลางทุบออเดอร์ชะลอตัวจากต้นทุนพลังงาน-ขนส่งพุ่ง
น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงการส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (912,567 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 20 ที่ร้อยละ 9.9 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 11.0 โดยปัจจัยหนุนมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง
ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เช่น ทุเรียนสด เงาะสด ลำไยสด สับปะรดสด ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป เป็นต้น ทั้งนี้ การส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ร้อยละ 17.0 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 15.8
ทั้งนี้มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 การส่งออก มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.9 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว ร้อยละ 31.8 ดุลการค้า ขาดดุล 2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 2 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.0 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 30.5 ดุลการค้า ขาดดุล 6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 5.7 (YoY) หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัวร้อยละ 3.6 หดตัวต่อเนื่อง 7 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 7.7 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 4.7 ขยายตัวต่อเนื่อง 6 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมนี) ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 62.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ไก่แปรรูป ขยายตัวร้อยละ 9.4 ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์) และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 271.1 ขยายตัวต่อเนื่อง 7 เดือน (ขยายตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย และเมียนมา)
ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา หดตัวร้อยละ 26.2 หดตัวต่อเนื่อง 10 เดือน (หดตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย แต่ขยายตัวในตลาดอินเดีย ตุรกี และปากีสถาน) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 13.5 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (หดตัวในตลาดจีน เมียนมา และญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และลาว) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัวร้อยละ 19.1 หดตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (หดตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ และอินโดนีเซีย แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และซาอุดีอาระเบีย) น้ำตาลทราย หดตัวร้อยละ 53.0 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดอินโดนีเซีย กัมพูชา และลาว แต่ขยายตัวในตลาดมาเลเซีย เมียนมา และปาปัวนิวกินี)
เครื่องดื่ม หดตัวร้อยละ 19.3 กลับมาหดตัวหลังจากขยายตัวในเดือนก่อนหน้า (หดตัวในตลาดเวียดนาม จีน และสิงคโปร์ แต่ขยายตัวในตลาดเมียนมา ลาว และฟิลิปปินส์) และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง หดตัวร้อยละ 20.8 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (หดตัวในตลาดจีน เกาหลีใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น มาเลเซีย และฮ่องกง) ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 3.8
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 13.3 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 23 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 49.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 23 เดือน รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 6.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 217.7 ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 28.4 ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน เป็นต้น ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) หดตัวร้อยละ 30.0 เม็ดพลาสติก หดตัวร้อยละ 4.4 เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว หดตัวร้อยละ 23.9 เคมีภัณฑ์ หดตัวร้อยละ 6.9 โดย 2 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 21.3
สำหรับแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป ยังต้องติดตามใกล้ชิดท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก หลังจากที่สหรัฐฯ ปรับมาใช้มาตรา 122 ทำให้ภาษีนำเข้าจากไทยลดลงจากอัตรา Reciprocal Tariff เดิม ช่วยสนับสนุนการเร่งส่งออกในช่วง 150 วัน สำหรับการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบดำเนินการถึงกลางปี ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลในช่วงปลายปี
นอกจากนี้สถานการณ์ด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตและการขนส่ง กระทบกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการส่งออกในอนาคต โดยสนค.ได้จัดทำสมมุติฐานผลกระทบจากสงครามไว้ 3 กรณี คือ กรณีดีสุด ส่งออกขยายตัว 1% ที่มูลค่า 28,235 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/เดือนกรณีปานกลาง ส่งออกติดลบ 1% มีมูลค่า 27,522 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/เดือน และกรณีเลวร้ายสุด ส่งออก ติดลบ 3%มีมูลค่า 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/เดือน
ทางกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด และได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งระบบ ผลักดันการส่งออกอาหารท่ามกลางวิกฤต พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ เพื่อให้การค้าไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตสามารถคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแข็งแกร่ง