โรงกลั่นน้ำมันเผชิญแรงกดดันท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก รายได้เพิ่มแต่กำไรไม่ได้เพิ่ม ต้นทุนแฝงเพียบทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย
ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน หลายคนมักตั้งคำถามว่า “โรงกลั่นได้กำไรมหาศาลหรือไม่” โดยเฉพาะเมื่อเห็นตัวเลข ค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วงเวลา แต่ข้อเท็จจริงจากข้อมูลเชิงลึกสะท้อนว่า ค่าการกลั่นไม่ใช่ “กำไรสุทธิ” ของโรงกลั่น และไม่ได้สูงอย่างที่เข้าใจกัน
ค่าการกลั่น = ส่วนต่าง ไม่ใช่กำไร
ค่าการกลั่น คือ “ส่วนต่าง” ระหว่างต้นทุนน้ำมันดิบที่โรงกลั่นซื้อเข้า กับราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่ขายออก แต่ตัวเลขนี้ ยังไม่หักต้นทุนจริงจำนวนมาก เช่น ค่าขนส่งและประกันภัยน้ำมันดิบ ค่าเชื้อเพลิงและพลังงานในโรงกลั่น ค่าแรง ค่าซ่อมบำรุง ดอกเบี้ย เงินลงทุน และภาษี
ดังนั้นจึงอธิบายได้ว่า แม้ค่าการกลั่นดู “สูง” ในบางจังหวะ แต่กำไรจริงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามนั้น
ช่วงสงคราม ค่าการกลั่นเพิ่ม แต่ต้นทุนพุ่งแรงกว่า
กรณีเมื่อเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน ปี 2022 ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นราว 4 บาท/ลิตร แต่ต้นทุนแฝงเพิ่มขึ้นถึง 3–6 บาท/ลิตร
ปัจจัยสำคัญมาจากไหน ทั้งค่าขนส่งพุ่งสูง ซึ่งบางช่วงเพิ่มถึง 5 เท่า ค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นมาก ราคาน้ำมันดิบจริงต่างจากราคาอ้างอิง ทำให้ภาพรวม “รายได้เพิ่ม แต่กำไรไม่ได้เพิ่มตาม” และบางช่วงยังขาดทุน
ภาพจริงของกำไรโรงกลั่น ขึ้นลงตาม “สต๊อก”
ข้อมูลกลุ่มโรงกลั่นไทย 5 แห่งในประเทศ ได้แก่ บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)(TOP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ( GC) บริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ( IRPC) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(BCP) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) ชี้ว่า ก่อนสงคราม โรงกลั่นมีกำไรเฉลี่ยราว 1.12 บาท/ลิตร หลังสงคราม เหลือเพียง 0.3 บาท/ลิตร ขณะที่กำไรรวมทั้งปีลดจากประมาณ 58,000 ล้านบาท เหลือ 17,000 ล้านบาท
สำหรับสาเหตุสำคัญคือ “กำไร/ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน”
ช่วงราคาขึ้น → ได้กำไรจากสต๊อกเดิม
ช่วงราคาลง → ขาดทุนจากสต๊อกทันที
จึงทำให้ผลประกอบการ “ผันผวน” ไม่ได้สะท้อนค่าการกลั่นเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามธุรกิจโรงกลั่นไม่ได้ได้ประโยชน์เต็มที่จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเสมอไป เพราะยังต้องแบกรับต้นทุนที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก ดังนั้น การประเมิน “กำไรโรงกลั่น” จึงต้องดูทั้งค่าการกลั่น ต้นทุนการดำเนินงาน กำไร/ขาดทุนจากสต๊อก และต้นทุนโลจิสติกส์ ขณะเดียวกันต้องมองภาพรวมของทั้งห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ไม่ใช่เพียงตัวเลข GRM เพียงอย่างเดียว
ทั้งนีจากข้อมูลล่าสุดค่าการกลั่นในเอเชียปรับลดลงจนเข้าสู่ภาวะติดลบแล้ว จากผลกระทบของความขัดแย้งใน
อิหร่านที่ทำ ให้ซัพพลายน้ำมันดิบสะดุด สถานการณ์นี้บีบให้โรงกลั่นทั่วภูมิภาคต้องลดกำลังการผลิตลง โดยค่าการกลั่นอ้างอิงของสิงคโปร์ (Singapore GRM) ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ใน
ขณะเดียวกัน ค่าระวางเรือ (freight cost) (ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าทางทะเล) ปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบที่นำเข้า (landed cost) ของผู้ซื้อในเอเชียเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และอีกด้านหนึ่ง ความต้องการใช้น้ำมัน ก็เริ่มมีสัญญาณอ่อนเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความขัดแย้งในอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบและบีบให้โรงกลั่นทั่วภูมิภาคต้องปรับลดอัตราการเดินเครื่องลง โดยค่าการกลั่นอ้างอิงของสิงคโปร์ (Singapore GRM) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงกลั่นในภูมิภาค ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง จากระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ประมาณ 40–45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนมีนาคม ลงมาอยู่ที่ประมาณ ติดลบ 5 ถึงติดลบ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจุบัน โรงกลั่นต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านซัพพลายน้ำมันดิบ การลดกำการผลิต และความไม่สมดุลของตลาดที่ขยายตัวมากขึ้น นักวิเคราะห์มองว่า ภาวะตลาดในปัจจุบันทำให้โรงกลั่นมีความยากลำบากมากขึ้นในการรักษาค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับบวกในระยะใกล้ ดีมานด์อ่อนตัว ซ้ำเติมด้วยความเปราะบางของตลาด ความต้องการใช้น้ำในเอเชียเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว จากระดับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของฝั่งซัพพลาย สัญญาณนี้สะท้อนผ่านกิจกรรมการบินที่ลดลง การใช้เชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอ รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานที่หลายประเทศเริ่มนำมาใช้