กกพ.ทบทวนปัจจัยค่าไฟฟ้างวดหน้า หลังสงครามดันราคาLNG พุ่งเกินคาด สั่งกฟผ.ปัดฝุ่นโรงแม่เมาะปลดระวางเดินหน้าเครื่องถ่านหินช่วยลดต้นทุนค่าไฟ
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนพ.ค.-ส.ค. 2569 เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่ยังมีความผันผวนโดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่ล่าสุดปรับสูงขึ้นมาแตะที่ระดับ 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จากเดิม 11 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบทั้งต้นทุนค่าไฟฟ้าและเสถียรภาพพลังงานของไทย
ทั้งนี้ก่อนหน้าประเมินอัตราค่าไฟฟ้าก่อนเกิดเหตุการณ์รุนแรงเฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 5 บาทต่อหน่วย จากเดิมค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.88 บาท ขณะที่ต้นทุน LNG ยังมีความผันผวน หากรัฐบาลยังมีนโยบายดูแลค่าไฟฟ้าไม่ให้กระทบประชาชนจำเป็นต้องหากมาตรการอื่นดำเนินการควบคู่ไปด้วย
“ความยากในการประมาณการค่าในสภาวะ "Panic" ทำให้ราคาก๊าซมีความผันผวนสูง ไม่นิ่งพอที่จะหาค่าเฉลี่ยที่แน่นอนได้ในระยะสั้น ส่งผลให้การพิจารณาทบทวนค่าไฟ ในแต่ละรอบมีความละเอียดอ่อนและต้องใช้เวลาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
สำหรับแนวาทางการดูแลค่าไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความมั่นคงและบรรเทาภาระของประชาชน ได้แก่ การนำเงินส่วนเกินของการลงทุน 3 การไฟฟ้า (Claw Back) ที่มีอยู่ 9,400 ล้านบาท ลดค่าไฟได้ 13 สต./หน่วย รวมถึงการสั่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พิจารณานำโรงไฟฟ้าเก่าที่แม่เมาะชุดที่ 9 และ 10 ที่ปลดระวางกลับมาเดินเครื่องใหม่อีกครั้ง รวมถึงเร่งขุดถ่านหินจากเหมืองในประเทศมาใช้ เพื่อชดเชยการใช้ก๊าซฯในช่วงเวลานี้ ขณะเดียวขอให้โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะที่เดินเครื่องอยู่ในปัจจุบันเพิ่มกำลังการผลิตจาก 700 เมกะวัตตฺ เป็น 1,200-1,400 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลด "แรงกระแทก" จากราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ต่ำกว่าการนำเข้าก๊าซ
อย่างไรก็ตามการพิจารณาค่าไฟฟ้ายังต้องคำนึงถึงภาระหนี้ของกฟผ.ที่นำเงินมาดูแลค่าไฟฟ้าในงวดที่ผ่านมาด้วย ซึ่งขณะนี้เหลือวงเงินค้างจ่ายอยู่ 3.6 หมื่นล้านบาท และหนี้ค่าก๊าซฯ ที่ยังไม่ได้ชำระคืนให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อีก 1.2 หมื่นล้านบาทด้วย ซึ่งจะต้องมีการคำนวณในค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ(เอฟที)
นอกจากมาตรการภาครัฐแล้ว การร่วมมือกัน ประหยัดพลังงาน ในภาคประชาชนถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดปริมาณการนำเข้าพลังงานที่มีต้นทุนสูงจากต่างประเทศในช่วงวิกฤตนี้ได้
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดพลังงานโลกในปัจจุบันสะท้อนบทเรียนสำคัญว่าประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงมีความเปราะบางต่อวิกฤต
ทางกกพ. ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบพลังงานของประเทศให้สามารถ “พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
“วิกฤตพลังงานจากสถานการณ์สงครามสะท้อนให้เห็นชัดว่า ความมั่นคงพลังงานไม่สามารถพึ่งพาภายนอกเพียงอย่างเดียวได้ การพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศจึงเป็นทั้งการลดคาร์บอน และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบพลังงานของไทย”
ทั้งนี้ กกพ. ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับลดลงจากอุปทานที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ราคาพลังงานจะปรับลดลงในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้ายังคงอยู่ในระยะยาว ขณะที่ทั่วโลกยังคงเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง และไฟฟ้าสะอาดจะยังเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุน
ดังนั้นในระยะต่อไป กกพ. จะเร่งวางระบบกำกับกิจการพลังงานเพื่อรองรับการผลิตและใช้พลังงานภายในประเทศมากขึ้น โดยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) ได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบโดยรวม
พร้อมกันนี้ จะพัฒนากลไกตลาดไฟฟ้าสะอาด เช่น Utility Green Tariff (UGT) และ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานสะอาด สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ และลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กกพ. ได้เริ่มวางรากฐานกลไกสำคัญเพื่อรองรับทิศทางดังกล่าว โดยได้เปิดตลาดไฟฟ้าสีเขียวเชิงพาณิชย์ผ่านโครงการ Utility Green Tariff (UGT) ซึ่งมีการจัดสรรไฟฟ้าสีเขียวจำนวน 2,000 ล้านหน่วยต่อปี ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแล้ว 41 ราย และมีการใช้ไฟฟ้าจริงกว่า 142 ล้านหน่วยรองรับความต้องการขององค์กรระดับโลกและการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง