เอกชนหวังตั้งรัฐบาลเร็วมีเสถียรภาพอยู่ยาว ฟื้นลงทุนสร้างงานเพิ่มกำลังซื้อ ด้าน EV เร่งส่งมอบป้ายแดงตามมาตรการ3.0 ดันยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ส่งออกรถยนต์ลดลงต่ำสุดในรอบ 45 เดือน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์เดือนม.ค. 2569 ว่า การผลิตจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม 2569 มีทั้งสิ้น 118,386 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2568 ร้อยละ 3.98 และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 10.53 เพราะผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.56 และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 153.57 รวมทั้งผลิตรถบรรทุกเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 76.18 ตามการลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้ามาขายในปี 2567 – 2568 เป็นปีแรกจากโครงการ EV 3.5
สำหรับการผลิตรถยนต์นั่ง มีจำนวน 41,535 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 16.30 แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine จำนวน 17,991 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 12.65 รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 2,471 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 48.41 รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle จำนวน 1,725 คัน ลดลง ร้อยละ 20.32 และรถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 19,348 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.58
ส่วนรถยนต์บรรทุกผลิตได้ทั้งหมด 76,851 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.65 รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมกราคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 75,468 คัน เพิ่มขึ้น 6.89 แบ่งเป็น รถกระบะบรรทุก 10,795 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.08 รถกระบะดับเบิลแค็บ 50,834 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.53 รถกระบะ PPV 13,380 คัน ลดลง ร้อยละ 9.29
ด้านการผลิตเพื่อส่งออก ผลิตได้ 79,686 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 6.19 แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 20,451 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 46.56 รถกระบะขนาด 1 ตัน จำนวน 59,235 คัน ลดลง ร้อยละ 3.04 ขณะที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จำนวน 38,700 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.71 แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 21,084 คัน ลดลง ร้อยละ 3.11 รถกระบะขนาด 1 ตัน 16,233 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 70.62
ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 73,936 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2568 ร้อยละ 1.58 และ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 53.77 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลง 2568 รวมทั้งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 2:1 ของโครงการ EV 3.5 ส่งผลยอดขายรถยนต์นั่งและรถ SUV เพิ่มขึ้นร้อยละ 76.2 และ 93.6 ตามลำดับ จากมกราคม 2568
ขณะที่รถกระบะยังคงขายลดลงร้อยละ 5.5 จากมกราคม 2568 เพราะสถาบันการเงินยังเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ จากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้อของประชาชนยังคงอ่อนแอ ภาคอุตสาหกรรมยังใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
อย่างไรก็ตามเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เติบโตมากกว่าที่คาดในอัตรา 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 8.1% โดยเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 6.5% จากการปลดล็อกให้นักลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้นส่งผลให้การก่อสร้างโรงงานขยายตัวถึง 12.2% และจากภาครัฐที่เร่งลงทุนขยายตัว 13.3% รวมถึงมีการนำเข้าสินค้าที่ขยายตัว 12.8% โดยเฉพาะเครื่องจักรขยายตัว 21.8%
นอกจากนี้คงต้องรอรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพ สร้างบรรยากาศที่ดีเข้ามาผลักดันการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2568 ให้ลงทุนเร็วขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศไทยจะได้เติบโตมากกว่า 5% เหมือนในอดีต ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ
สำหรับยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 55,960 คัน เท่ากับร้อยละ 75.69 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 83.21 โดยเป็น รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 10,485 คัน เท่ากับร้อยละ 14.18 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 12.24 รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 31,859 คัน เท่ากับร้อยละ 43.09 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 353.90 สูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
ด้านรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 899 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 6.84 รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 63 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100 รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 12,654 คัน เท่ากับร้อยละ 17.11 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 19.23
รถกระบะมีจำนวน 11,507 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 6.12 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 79 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 1,875 รถ PPV มีจำนวน 4,132 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 30.88
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 154,124 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2568 ร้อยละ 14.71 แต่ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 1.42
สำหรับการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนมกราคม 2569 ส่งออกได้ 58,405 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 6.28 ต่ำสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 หรือรอบ 45 เดือน จากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นเพื่อส่งออก และความเข้มงวดในการนำเข้ารถยนต์ที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยขับในด้านความปลอดภัยรวมทั้งการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้ส่งออกรถยนต์ลดลงในตลาดเอเชีย ตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกาเหนือ ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ประเภทรถยนต์ส่งออกเดือนมกราคม 2569 แบ่งเป็น ดังนี้
รถกระบะ 36,478 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 62.46 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 5.23 รถกระบะ BEV 59 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.10 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออกิ รถยนต์นั่ง ICE 6,770 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 11.59 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 48.52 รถยนต์นั่ง HEV 6,711 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 11.49 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 170.93 และ รถ PPV 7,122 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 12.19 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 13.17
นายสุรพงษ์ กล่าวถึงสถิติข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนมกราคม 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 83,281 คัน โดยแบ่งเป็น ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 40,442 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 48.56 สูงสุดตั้งแต่บันทึกมา ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 10,935 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 13.13 ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 12,760 มีสัดส่วนร้อยละ 15.32 ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 17,164 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 20.61 ส่วนประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 1,975 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.37 และประเภทอื่นๆ มีจำนวน 5 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.01