‘พาณิชย์’ชี้แนวโน้มดัชนีฯขยับเล็กน้อยจากราคาพลังงาน-วัตถุดิบยังผันผวนส่งผลต้นทุนผลิตบางอุตสาหกรรมยังสูง ขณะที่ค่าบาททแข็งค่ามีผลต่อสินค้าส่งออกแข่งขันยาก
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือนมกราคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2568 ภาพรวมหดตัวจากราคาสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จากราคาผลผลิตสำคัญในภาคการส่งออกที่หดตัว
ตามการแข่งขันที่สูงในตลาดโลก หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ชะลอตัวลงตามภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนมกราคม 2569 เท่ากับ 106.9 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 ลดลงร้อยละ 1.6 (YoY) เป็นผลจากการลดลงของราคาสินค้า หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลงร้อยละ 8.5 จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ประกอบด้วย ข้าวเปลือก จากราคาส่งออกที่ยังคงหดตัวตามการแข่งขันในตลาดโลกที่สูง ผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลก ที่ต่ำตามราคาพลังงาน ยางพารา จากราคารับซื้อที่ลดลงตามราคาสินค้าในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สุกรมีชีวิต โคมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ
สำหรับสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย หัวมันสำปะหลังสด จากราคารับซื้อที่สูงขึ้นจากการนำเข้าผลผลิตผ่านชายแดนที่ลดลง ผักสด (มะนาว พริกสด มะเขือเทศ) ตามความต้องการที่มากขึ้นในภาคธุรกิจร้านอาหาร หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลงร้อยละ 11.9 จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก
ขณะที่มีการปรับตัวสูงขึ้นของสินแร่โลหะ (แร่ดีบุก) จากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว รวมถึงอุปทานและต้นทุนการผลิตยังมีปริมาณจำกัด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (เกลือสมุทร) จากปริมาณผลผลิตที่ลดลงตามสภาพอากาศ
ด้านความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยังเพิ่มขึ้น และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 0.3 จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ ไก่สด แช่เย็นหรือแช่แข็ง เนื้อปลาสดแช่แข็ง เนื้อสุกร น้ำตาลทราย ข้าวนึ่ง ข้าวสารเจ้า น้ำมันปาล์ม ผักผลไม้กระป๋อง จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตบางส่วนปรับลดลง และการแข็งค่าของเงินบาทซึ่งส่งผลให้การส่งออกชะลอตัว
ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยางมะตอย เบนซิน 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งเคลื่อนไหว ตามทิศทางราคาตลาดโลก
กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น และก๊าซชนิดใช้ในอุตสาหกรรม (ออกซิเจน ไนโตรเจน) จากความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่ลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง น้ำยางข้น ผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับราคาลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ หน่วยรับข้อมูล/แสดงผล จากความต้องการใช้ที่ชะลอตัว ประกอบกับอุปทานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ขณะที่มีการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับพลอย) จากอุปสงค์ของตลาดโลกในการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวและอาจปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนในระดับสูง จากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการบางอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกันความต้องการสินค้าเพื่อการส่งออกในบางกลุ่มยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบบางรายการลดลง ประกอบกับกำลังซื้อภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวในกรอบจำกัด ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้เต็มที่ อีกทั้งการแข่งขันด้านราคาในตลาดส่งออกที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดในการปรับเพิ่มของดัชนีราคาผู้ผลิต
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมกราคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลงเกิดจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ส่งผลต่อราคาสินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก ราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก และเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้อุปทานส่วนเกินในตลาดสูง