เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียมปี'69 เร่งสำรวจแหล่งใหม่เพิ่มสำรองก๊าซฯ 10 ปี

เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียมปี'69 เร่งสำรวจแหล่งใหม่เพิ่มสำรองก๊าซฯ 10 ปี
กรมเชื้อเพลิงฯจ่อชงครม.เคาะผลประมูลสัมปทานรอบ25 เดินหน้าเปิดสำรวจแหล่งอันดามัน ดึงทุนใหญ่ลงทุน นำร่องโครงการ CCS รองรับเป้าหมาย Net Zero ลุยแก้กฎหมายปิโตรเลียมสร้างความต่อเนื่องพลังงาน

นายวรากร  พรหโมบล  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ว่า จะให้ความสำคัญกับการสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงานเพื่อเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพิ่มปริมาณสำรอง กระตุ้นให้เกิดการลงทุนเกิดความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงาน

สำหรับการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 จนถึงถึงปี 2569 ประกอบด้วย การต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย แหล่งบัวหลวง และแหล่งไพลิน รวมถึงการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจบนบก รอบที่25  ซึ่งขณะนี้ได้มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ คาดเกิดการลงทุน 2,500 ล้านบาท โดยเตรียมเสนอผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเสนอคณะรัฐมนตรี และจะให้สัมปทานได้ภายในปี 2569

นอกจากนี้ในปี 2569 เตรียมเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจฯในทะเลอันดามัน รอบที่ 26 คาดจะดึงการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน คาดเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท

ขณะที่การดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) โดยมีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

ด้านการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบันปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทย ก๊าซธรรมชาติสำรอง 1P(ปริมาณที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถผลิตขึ้นมาได้จริงทางเทคนิคและคุ้มค่าเชิงพาณิชย์) คาดจะใช้ได้อีก 4.6 ปี  ส่วนปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว 2P จะใช้ได้อีก 8.3 ปี  โดยแต่ละปีไทยผลิตก๊าซฯได้ 1,017 ล้านลูกบากศ์ฟุต(ลบ.ฟุต) ต่อวัน ซึ่งจำเป็นต้องรักษาระดับการผลิตไว้ และเร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่จะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองเป็น 10ปี ขึ้นไป

ด้านการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 ประกอบด้วย

1.โครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2 โดยกรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับ หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งภายหลังจากครม.เห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 แล้วนั้น ปัจจุบันได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดว่าจะสามารถสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569

2.โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571

นายวรากร กล่าวถึง การปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. …. ว่า เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศโดยรวม เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปีมาแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยเฉพาะเงื่อนไขการดำเนินการกรณีสัมปทานหมดอายุจะมีแนวทางใดที่ทำให้การผลิตปิโตรเลียมมีความต่อเนื่องไม่สะดุดขาดช่วง ซึ่งจะมีผลต่อความต้องการใช้พลังงานของประเทศ

"ปี 69 มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานภายใต้แนวคิด 'ความต่อเนื่อง มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม' โดยมีภารกิจหลักใน 3 มิติสำคัญ คือการรักษาฐานเดิม ด้วยการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมเดิม เพื่อให้การผลิตไม่หยุดชะงักและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ ๆ เร่งกระตุ้นการลงทุนผ่านการเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่ศักยภาพสูงอย่างทะเลอันดามัน พร้อมปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมิติก้าวสู่พลังงานสะอาด ยกระดับการบริหารจัดการสู่ยุคคาร์บอนต่ำด้วยโครงการนำร่องเทคโนโลยี CCS เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ”

 

 

TAGS: #กรมเชื้อเพลิงฯ #สัมปทานโตรเลียม #CCS #Net #Zero