TTB ฟันธงเศรษฐกิจปี 69 โตแผ่ว 1.5% คุมเข้มสินเชื่อ จับตาหนี้อสังหาฯ เปิดเกมเงินหยวนสู้ศึกค้าจีน

TTB ฟันธงเศรษฐกิจปี 69 โตแผ่ว 1.5% คุมเข้มสินเชื่อ จับตาหนี้อสังหาฯ เปิดเกมเงินหยวนสู้ศึกค้าจีน
TTB มองเศรษฐกิจปี 69 โตแผ่ว 1.5% ปรับพอร์ตสินเชื่อเน้นมั่นคง พร้อมเปิดบริการโอนเงินหยวน “ได้เงินครบ” หนุน SME ไทยลดต้นทุนค้าจีน

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่ายังคงเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว โดยคาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ระดับประมาณ 1.5% ลดลงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งขยายตัวราว 2.2% สะท้อนแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าที่เข้มข้นขึ้น และโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ TTB เปิดเผยว่า ภายใต้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการขยายตัวเชิงรุก ธนาคารจึงกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้โดยเน้นความระมัดระวังเป็นหลัก พอร์ตสินเชื่อธุรกิจของธนาคารจึงถูกวางบทบาทให้เป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทย โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจไว้ที่เพียง 1–2% เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าปริมาณ

“กลยุทธ์หลักของปีนี้ไม่ใช่การเร่งขยายสินเชื่อแบบหวือหวา แต่เป็นการค่อยเป็นค่อยไป เน้นความมั่นคงและการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้พอร์ตสินเชื่อสามารถรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะข้างหน้า” นายศรัณย์กล่าว

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ TTB ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตในบางอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยให้ความสำคัญกับ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มสุขภาพ (Healthcare) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน และกลุ่มพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า (Energy & EV) รวมถึงซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและพลังงานทางเลือก

ในด้านโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อธุรกิจ ปัจจุบัน TTB มีพอร์ตสินเชื่อรวมประมาณ 4.5–4.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในสัดส่วนราว 60–70% และลูกค้า SME ประมาณ 30–40% โดยในปี 2569 ธนาคารยังคงตั้งเป้ารักษาสัดส่วนดังกล่าวไว้ใกล้เคียงเดิม เนื่องจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีสัญญาณการลงทุนที่ชัดเจนกว่า โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่ภาค SME และธุรกิจขนาดกลางยังคงชะลอการลงทุน เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

นายศรัณย์ยอมรับว่า ธนาคารมีความกังวลต่อความเสี่ยงของกลุ่ม SME มากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในแง่ของความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้การพิจารณาสินเชื่อต้องมีการคัดกรองอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม TTB ยังคงให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับภาครัฐและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมถึงการใช้ประโยชน์จากการลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อนำมาออกแบบโปรแกรมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

ในประเด็นคุณภาพสินทรัพย์และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) นายศรัณย์ระบุว่า แม้จะเป็นประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้ความสำคัญ แต่จากการติดตามพอร์ตลูกค้าอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ของ TTB ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยการไหลของหนี้จาก Stage 2 ไปยัง Stage 3 ยังอยู่ในระดับปกติ และยังไม่พบสัญญาณผิดปกติที่น่ากังวล

สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ยและกำลังซื้อของผู้บริโภค ธนาคารยังคงยึดหลักการปล่อยสินเชื่อแบบ Project Finance อย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) อย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการเป็นหลัก โดยจะเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการรายเดิมที่มีประวัติการดำเนินธุรกิจและการชำระหนี้ที่ดี ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ธนาคารจะชะลอการพิจารณาสินเชื่อออกไปก่อน

ในส่วนของธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) นายศรัณย์มองว่า ปี 2569 ธุรกรรมการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะตลาดทุน แต่ธุรกรรมการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนยังคงมีความต้องการจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง TTB ได้ปรับกลยุทธ์หันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจหุ้นกู้มากขึ้น เพื่อชดเชยรายได้จากธุรกิจอื่นที่ชะลอลง

ขณะเดียวกัน TTB ยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการค้ากับจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ล่าสุดธนาคารได้เปิดตัว “บริการโอนเงินหยวนแบบเต็มจำนวน สำหรับลูกค้านิติบุคคล” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผ่านแพลตฟอร์ม ttb business one โดยคิดค่าธรรมเนียมเพียง 300 บาทต่อรายการ ช่วยให้คู่ค้าจีนได้รับเงินครบเต็มจำนวน ลดต้นทุนจากค่าธรรมเนียมธนาคารต่างประเทศ และเพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกรรม

นางบุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่มบริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB เปิดเผยว่า ในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับจีนเติบโตสูงถึง 26.7% โดยลูกค้า SME มีสัดส่วนการนำเข้าจากจีนถึง 46.7% ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงิน การเปลี่ยนมาใช้สกุลเงินหยวนในการซื้อขายช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีความผันผวนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ TTB ยังมีโซลูชันทางการเงินที่รองรับการค้ากับจีนอย่างครบวงจร ทั้งบัญชี ttb multi-currency account (MCA) บริการ Trade Finance และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยสกุลเงินหยวน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนต้นทุนและบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ TTB มองว่า ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

TAGS: #TTB #เศรษฐกิจไทย #GDP2569 #สินเชื่อธุรกิจ #SMEไทย #ค้าจีน #เงินหยวน