จับตาทิศทางอุตสาหกรรมไทยปี’69 ปัจจัยลบซ้ำเติมกดการเติบโต

จับตาทิศทางอุตสาหกรรมไทยปี’69 ปัจจัยลบซ้ำเติมกดการเติบโต
ส.อ.ท. เปิดผลสำรวจอุตสาหกรรมไทยแนวโน้มทรงตัวจากฐานต่ำ  ชี้เร่งใช้ AI–นวัตกรรม เชื่อมโยงซัพพลายเชนโลก

ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ  เปิดเผยถึง ผลการสำรวจแนวโน้มอุตสาหกรรมในปี 2569 พบว่า จากกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ ส.อ.ท. ทั้งหมด 48 กลุ่ม มี 23 กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าแนวโน้มจะยังคงทรงตัว ขณะที่ 15 กลุ่มอุตสาหกรรมทคาดว่าแนวโน้มจะขยายตัวดีขึ้น และอีก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีแนวโน้มหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค พบว่า มีเพียงอุตสาหกรรมในภาคเหนือที่คาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ คาดว่าจะมีแนวโน้มหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความกังวลต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจในปีหน้าที่คาดว่าจะยังมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งนี้ ปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 สามารถแบ่งออกเป็นปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยห่วงกังวลทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ ได้แก่ การฟื้นตัวของกำลังซื้อและการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่เป็นไปตามเป้าหมายและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เอื้อต่อการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) มาปรับใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยสนับสนุนจากต่างประเทศ ได้แก่ ความต้องการสินค้าในบางประเทศคู่ค้าที่ปรับตัวดีขึ้น การบรรลุความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า การย้ายฐานการผลิตส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศ การยอมรับในแบรนด์สินค้าไทยช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดสู่ระดับโลก รวมถึงกระแสความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมจากนโยบายรัฐเพื่อขับเคลื่อนสร้างโอกาสให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย

ขณะเดียวกัน ปัจจัยห่วงกังวลภายในประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ระดับหนี้ภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ต้นทุนการผลิตที่ทรงตัวในระดับสูง ปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาด การเชื่อมโยง Supply Chain กับ FDI ยังมีข้อจำกัด  ความเสี่ยงจากความล่าช้าในการพิจารณาจัดทำกรอบงบประมาณปี 2570 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมและกดทับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคธุรกิจ

สำหรับปัจจัยห่วงกังวลจากต่างประเทศ ประกอบด้วย ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTM/NTB) การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดประเทศคู่ค้าของไทย ความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและความผันผวนสูงซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการส่งออก ตลอดจนการบังคับใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการจะต้องเร่งปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในปีนี้

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า จากผลสำรวจจะเห็นว่าแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัวจากฐานต่ำในปีที่ผ่านมา ซึ่งเศรษฐกิจปี 2569 ก็คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องดำเนินธุรกิจภายใต้แรงกดดันรอบด้านหรืออาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าและการแข่งขันระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคเศรษฐกิจ การผลิต การค้า และบริการ โดยเฉพาะภาคการผลิตอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในปีที่ผ่านมา ที่ไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment)

รวมถึงการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาดในประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยจำนวนมากสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและภาระทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้นทุนการผลิต ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง โลจิสติกส์ และต้นทุนทางการเงิน ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของ SMEs ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนต่อรายได้สูงและมีอำนาจต่อรองจำกัด

ขณะเดียวกันคาดว่าปี 2569 รายได้ของ SMEs จะฟื้นตัวได้ช้ากว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อาจยังชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงทั้งในมิติด้านราคาและการใช้เทคโนโลยีการผลิต

สำหรับแนวทางการปรับตัวในปี 2569 ส.อ.ท. เสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล เร่งยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill, Reskill, New Skill

ตลอดจนการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อให้ไทยสามารถอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลกได้อย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ยังเน้นการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วย BCG Model การใช้วัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด (Energy Transition) และการนำกลไกการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR)  มาปรับใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)  

 

ทั้งนี้ ปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญกับความเปราะบางจากปัจจัยท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภาคเอกชนจึงมีความจำเป็นต้องเร่งวางแผนและปรับตัวอย่างรอบด้าน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาดังกล่าวยังถือเป็นจังหวะสำคัญในการวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และปรับตัวให้สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

 

TAGS: #ส.อ.ท. #อุตสาหกรรมไทย #AI #ซัพพลายเชนโลก