เปิดตัวเลขธุรกิจตั้งใหม่ปี’68 ยังพอไหวโตใกล้เคียงปีก่อน

เปิดตัวเลขธุรกิจตั้งใหม่ปี’68 ยังพอไหวโตใกล้เคียงปีก่อน
‘พาณิชย์’ ชี้ยอดธุรกิจใหม่ 85,251 ราย ทุนสะสมอยู่ที่ 264,237 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติลงทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี ยันเดินหน้าปราบนอมินีบัญชีม้าอย่างเข้มข้น ควบคู่การยกระดับมาตรการเชิงรุกในปี 2569

นายพูนพงษ์  นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 85,251 ราย ลดลง 2,345 ราย คิดเป็น 2.68% เมื่อเทียบกับ   ปี 2567 (87,596 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 264,237 ล้านบาท ลดลง 21,508 ล้านบาท คิดเป็น 7.53% เมื่อเทียบกับ   ปี 2567 (285,745 ล้านบาท) 

ขณะที่การจดทะเบียนเลิก มีจำนวน 22,783 ราย ลดลง 896 ราย คิดเป็น 3.78% เมื่อเทียบกับ  ปี 2567 (23,679 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 106,594 ล้านบาท ลดลง 64,586 ล้านบาท คิดเป็น 37.73% เมื่อเทียบกับปี 2567 (171,180 ล้านบาท)  

ด้านธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคล(ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568)รวมทั้งสิ้น 2,050,079 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.88 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 967,210 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.42 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 769,590 ราย คิดเป็น 79.57% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.37 ล้านล้านบาท

ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,115 ราย คิดเป็น 20.28% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,505 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.62 ล้านล้านบาท

สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดคือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 525,178 ราย ทุนจดทะเบียน 13.69 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 316,894 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 125,138 ราย    ทุนจดทะเบียน 7.11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.30%, 32.76% และ 12.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติในไทยในปี 2568 การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) จำนวน 1,078 ราย  โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 291 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 787 ราย เงินลงทุน   รวมทั้งสิ้น 324,148 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564 - 2568)

ส่วนการอนุญาตฯ ตลอดปี 2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 124 ราย (13%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (954 ราย) และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 96,042 ล้านบาท (42%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (228,106 ล้านบาท)   โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 85,688 ล้านบาท 2. สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 103,399 ล้านบาท

3. จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,046 ล้านบาท 4. สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,073 ล้านบาท 5. ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย  เงินลงทุน 14,869 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 312 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 80,073 ล้านบาท

สำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ของปี 2568 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 313 ราย คิดเป็น 29% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 12 ราย คิดเป็น 4% เมื่อเทียบกับปี 2567 (301 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 83 ราย เงินลงทุน 19,263 ล้านบาท ญี่ปุ่น 67 ราย เงินลงทุน 33,840 ล้านบาท สิงคโปร์ 46 ราย เงินลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 117 ราย เงินลงทุน 30,120 ล้านบาท

นายพูนพงษ์  กล่าวถึงผลการดำเนินงานปราบปรามนอมินีบัญชีม้า ปี 2568 และแผนการดำเนินงานการป้องกันและปราบปรามนอมินีบัญชีม้าปี 2569 1. ผลงานปี 2568 เดินหน้าปราบปรามนอมินี–บัญชีม้าเชิงรุก กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการเฉพาะด้านครอบคลุมการป้องกันการจดทะเบียน การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ การตรวจสอบบัญชีธุรกิจ และด้านกฎหมาย พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร รวม 17 หน่วยงานหลัก มุ่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 6 กลุ่ม  ตามแผนงานที่ตั้งไว้ประจำปีที่มีเป้าหมายกว่า 46,918 ราย ได้แก่ 1 ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2. ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์   3. e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า 4. โรงแรมและรีสอร์ท 5. เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร

และ 6. ก่อสร้างทั่วไป ประกอบกับกรมฯ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมตามข้อร้องเรียนจากประชาชนและติดตามความเคลื่อนไหวจากข่าว พบนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินีและการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหลายกรณี อาทิ การพบผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจถือครองที่ดิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้ยังได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชลบุรี และภูเก็ตด้วย ทั้งนี้ กรมฯ ได้ส่งข้อมูลผู้เข้าข่ายกระทำความผิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือตำรวจในท้องที่เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

2. ภารกิจเร่งด่วนปราบนอมินีบัญชีม้ารอบ 3 เดือน (ต.ค. - ธ.ค. 68) ตามนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ โดยได้จัดตั้งหน่วยงาน “กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย”  และแต่งตั้งคณะกรรมการฯ และอนุกรรมการฯ อีก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านการป้องกันการจดทะเบียน ด้านการตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน และด้านกฎหมาย ให้มารับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง โดยลงพื้นที่ตรวจสอบใน 12 พื้นที่สำคัญ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่

ทั้งนี้พบนิติบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำผิดและได้ส่งเรื่องให้ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย 11 ราย พร้อมส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินรวม 357 ราย และส่งให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวม 3,634 ราย ขณะเดียวกันได้จับมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงานมหกรรม “รวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้นักบัญชีเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,625 ราย รวมทั้งออก 5 มาตรการจดทะเบียนใหม่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพจดทะเบียนนิติบุคคลและนำไปเปิดบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อป้องกันนอมินีคนไทยให้การช่วยเหลือสนับสนุนชาวต่างชาติกระทำความผิด

3.ยกระดับมาตรการปี 2569 เพิ่มการใช้เทคโนโลยีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นทาง กรมฯ จะใช้ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล เป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศแบบเชิงลึกและพุ่งเป้ามากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ  โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งมีเป้าหมาย 21,459 ราย และตรวจสอบบัญชี - งบการเงิน และกลุ่มเสี่ยงนอมินีและกลุ่มบุคคลในบัญชีม้า HR03 จำนวน 4,554 ราย รวมถึงสำนักงานรับทำบัญชีและให้คำปรึกษาธุรกิจ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล งบการเงิน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อระบุพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายนอมินีบัญชีม้า

 อย่างไรก็ตามกรมฯ จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการเข้ม ‘4 คำสั่ง 2 ประกาศ’ ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน เชื่อมโยงข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และบุคคลเสี่ยงสูง เพื่อสร้างระบบธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

 

TAGS: #มินีบัญชีม้า #ต่างชาติลงทุน. #EEC